xs
xsm
sm
md
lg

น้ำท่วมทั่วไทยสาหัส ฟ้ารั่ว เศรษฐกิจพังยับ คาด กทม.สูญ 12,500 ล้าน/วัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ฟ้ารั่วกรุงจม เศรษฐกิจพังยับเสียหายวันละหมื่นล้าน ตอกย้ำความล้มเหลวของรัฐบาลที่เก่งแต่ราคาคุย ปล่อยประชาชนรับชะตากรรมจ่ายภาษีแฝงให้ความไร้ประสิทธิภาพด้วยเงินสดก้อนสุดท้ายของตัวเอง

คำประกาศของรัฐบาลและรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบที่เคยบอกว่ารับมือน้ำท่วมได้ สุดท้ายก็เป็นเพียงแค่ราคาคุยที่ประชาชนต้องใช้เงินสดในกระเป๋าตัวเอง รับผิดชอบตัวเอง

วินาทีนี้กรุงเทพมหานครประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติรวดเดียวครบทั้ง 50 เขต ต่างจังหวัดจมไปอีก 21 จังหวัด ปริมาณฝนแช่สะสมสูงถึง 300 มิลลิเมตรจนห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ฝั่งตะวันออกยังต้องยอมสยบ ประกาศปิดให้บริการหนีน้ำท่วมล้อมรอบ เลิกอ้างคำว่าน้ำรอการระบายได้แล้ว เพราะนี่คือภัยพิบัติเชิงโครงสร้างที่กลไกของรัฐบาลชุดนี้ล้มเหลวในการรับมือโดยสิ้นเชิง

ความลักลั่นย้อนแย้งที่น่าอับอายที่สุดคือ ในขณะที่ฝ่ายการเมือง กระทรวงดีอี และหน่วยงานราชการ มีความตื่นตัวอย่างรวดเร็วเป็นพิเศษในการแสดงความห่วงใยและสั่งการให้คอยเฝ้าระวัง ตรวจสอบ ตลอดจนส่งทีมกฎหมายไปดำเนินคดีเพื่อปิดปากเพจเอกชนที่เค้าหวังดีออกมาเตือนภัยล่วงหน้า แต่วินาทีที่วิกฤตเกิดขึ้นจริง ระบบเตือนภัย Cell Broadcast ของรัฐบาลเองกลับทำงานเชื่องช้า ข้อมูลแจ้งเตือนภัยส่งมาถึงมือถือประชาชนหลังจากมวลน้ำไหลทะลักเข้าท่วมมิดล้อรถและจมบ้านเรือนไปเรียบร้อยแล้ว

ภาพที่เกิดขึ้นมันฟ้องอยู่ทนโท่ว่ารัฐบาลชุดนี้กำลังขยันควบคุมข้อมูล มากกว่าควบคุมสถานการณ์ ขยันปิดปากคนเตือนภัย มากกว่าขยันระบายน้ำเพื่อปกป้องทรัพย์สินของประชาชนใช่หรือไม่

พอเกิดวิกฤต โครงสร้างพื้นฐานภายใต้การดูแลของกระทรวงคมนาคมก็กลายสภาพเป็นอัมพาตครึ่งซีก การรถไฟแห่งประเทศไทยสั่งปิดการเดินรถสายตะวันออกเพราะน้ำท่วมมิดราง รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเกิดระบบไฟฟ้าและสัญญาณขัดข้องจนต้องหยุดให้บริการด่วนทุกสถานี ทิ้งให้ประชาชนที่จ่ายภาษีเต็มจำนวนต้องเคว้งคว้าง ถอดรองเท้าเดินลุยน้ำคลำลึกเท่าเข่ากลับบ้านกันเองตามยถากรรม โดยไม่มีระบบขนส่งมวลชนสาธารณะใด ๆ ของรัฐมารองรับความปลอดภัยเลย

ส่วนฝั่งข้าราชการประจำก็เลือกที่จะนั่งเกียร์ว่าง มัดตัวเองอยู่กับระเบียบกระดาษเพราะกลัวหน่วยงานตรวจสอบจนไม่กล้าตัดสินใจสั่งการเชิงรุก ประเทศนี้มีหน่วยงานน้ำมากกว่า 30 แห่งแต่ทำงานแยกส่วน สุดท้ายผลกระทบทั้งหมดจึงไหลเป็นโดมิโนมาชนคนเดินดิน

ความเดือดร้อนรอบนี้มันไม่เลือกอาชีพ แต่มันเลือกชนชั้นและพื้นที่อยู่อาศัย มันวิ่งเข้าชนคนทำมาหากินทุกคนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในซอยย่อยลึก ๆ ที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งวันนี้กลายสภาพเป็นกับดักน้ำท่วมขังที่ตัดขาดพวกเขาออกจากระบบเศรษฐกิจโดยสิ้นเชิง

คนนับหมื่นนับแสนในซอยลึกออกจากปากซอยไม่ได้ ขนส่งสาธารณะเข้าไม่ถึง บางคนต้องยอมโดนหักเงินรายวันฟรี ๆ ทั้งที่ตัวพร้อมทำงาน บางคนต้องเห็นวัตถุดิบทำกินเน่าเสีย ทุนจมไปต่อหน้าต่อตาเพราะไม่มีใครเดินลุยน้ำคลำเข้ามาซื้อของ และอีกหลายชีวิตที่เครื่องมือทำมาหากินชิ้นเดียวจมน้ำเสียหายสตาร์ทไม่ติดตั้งแต่ยังไม่ได้ออกจากบ้าน เสียโอกาสทำเงินในวันที่มีความต้องการสูง

นักเศรษฐศาสตร์ประเมินตัวเลขมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครว่าอาจสูงถึง 12,500 ล้านบาทต่อวัน และรัฐบาลก็ทำได้แค่วางแผนผลักภาระเยียวยาไปให้ระบบประกันภัยพิบัติเอกชนดูแลแทนในอนาคต แต่ในความเป็นจริง ณ วินาทีนี้ เงินสดก้อนสุดท้ายที่ประชาชนต้องควักจ่ายจริง ทั้งค่าซ่อมรถ ค่าน้ำค่าไฟที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดปั๊มสูบน้ำออกจากบ้าน มันคือภาษีแฝงที่คนไทยต้องจ่ายให้ความล้มเหลวและไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลและระบบราชการในทุก ๆ ปี

วิกฤตน้ำท่วมรอบนี้จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า ลำพังแค่ปัญหาฟ้ารั่วหรือฝนตกหนัก มันอาจจะสร้างความยากลำบากในระดับหนึ่ง แต่การที่รัฐบาลชุดนี้มีแต่ราคาคุย และระบบข้าราชการมีแต่ช่องโหว่ที่ไม่สามารถปกป้องวิถีชีวิตของคนทำมาหากินระดับฐานรากได้เลย นั่นต่างหากคือความสาหัสและน่ารังเกียจที่แท้จริงที่ฝังลึกอยู่ในโครงสร้างของสังคมไทย