xs
xsm
sm
md
lg

ไม่ต่อไม่ไหว !! ปิดตำนานไวน์ไทยรายแรก “ชาโต เดอ เลย” ของอดีตผู้บริหาร อิตาเลียนไทย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ปิดฉากอย่างเป็นทางการสำหรับ “ชาโต เดอ เลย” (Chateau de Loei) แบรนด์ผู้บุกเบิกและพลิกโฉมประวัติศาสตร์ไวน์ไทยระดับพรีเมียมรายแรกของประเทศ หลังประกาศยุติสายการผลิตไวน์และยกเลิกการทำไร่องุ่นสำหรับบ่มไวน์ในพื้นที่อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย อย่างสิ้นเชิง โดยปรับเปลี่ยนพื้นที่และโครงสร้างธุรกิจไปมุ่งเน้นเกษตรกรรมทางเลือกและการแปรรูปผลผลิตทดแทน


โดยเมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2569 เจ้าหน้าที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่เลย ได้เข้าดำเนินการทำลายน้ำไวน์และสุราที่ผลิตจากโรงงานแห่งนี้ ตามกระบวนการขั้นตอนตามกฎหมายเลิกกิจการ ที่กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องแจ้งเลิกต่อสรรพสามิต และต้องจัดการภาระภาษีให้เสร็จสิ้น สินค้าที่จะนำออกจากโรงงานก็อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์การเสียภาษีและการควบคุมของสรรพสามิต
ไวน์หรือสุราคงเหลือที่ผู้ประกอบการ ไม่ประสงค์จะนำออกจำหน่าย หรือไม่สามารถดำเนินการทางภาษี เอกสารเพื่อนำออกจำหน่ายต่อได้ ก็อาจเลือกดำเนินการทำลายภายใต้การกำกับของเจ้าหน้าที่ เพื่อยืนยันว่าของคงเหลือนั้นไม่ได้ถูกนำออกไปจำหน่ายหรือหมุนเวียนภายหลังโดยไม่ผ่านระบบภาษี การควบคุมสต็อกสุรามีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะกฎหมายกำหนดให้การผลิตและการนำสุราออกจากโรงงานอยู่ภายใต้การควบคุมของกรมสรรพสามิต


“ชาโต เดอ เลย” ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2534 โดย นพ.ชัยยุทธ กรรณสูต อดีตประธานกรรมการบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลในการพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า พื้นที่สูงของประเทศไทยก็สามารถผลิตไวน์รสเลิศที่ได้มาตรฐานสากล (Shiraz และ Chenin Blanc) จนสามารถส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ เช่น ฝรั่งเศส ยุโรป และญี่ปุ่น สร้างชื่อเสียงให้ “ไวน์ไทย” เป็นที่รู้จักในเวทีโลกมาอย่างยาวนาน

อย่างไรก็ตาม ด้วยความท้าทายทางกายภาพของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงนโยบายการขับเคลื่อนธุรกิจที่เปลี่ยนผ่านตามยุคสมัย ส่งผลให้ทางกลุ่มผู้บริหารตัดสินใจหยุดการผลิตไวน์ลง


ปัจจุบัน พื้นที่ไร่อันกว้างใหญ่ในอำเภอภูเรือได้ถูกเปลี่ยนสภาพภายใต้ชื่อ “สวนภูเรือวโนทยาน” โดยปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรกรรมเต็มรูปแบบ และสร้างแบรนด์สินค้าแปรรูปคุณภาพสูงทดแทน ผลิตภัณฑ์หลักในปัจจุบันคือ แมคคาเดเมีย (Macadamia) เมล็ดอวดข้าวอบแห้งและแปรรูปหลากหลายรสชาติ ภายใต้แบรนด์ “เดอ เลย” (De Loei) ร่วมกับพืชผลเมืองหนาวอื่น ๆ เช่น อโวคาโด ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี

แม้แบรนด์ไวน์ “ชาโตเดอ เลย” จะเหลือเพียงความทรงจำและกลายเป็นของสะสมหายากในหมู่นักดื่ม แต่การก้าวเข้าสู่ธุรกิจเกษตรแปรรูปในนาม “เดอ เลย” และ “สวนภูเรือวโนทยาน” ยังคงทำหน้าที่เป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจที่ช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในท้องถิ่นจังหวัดเลยต่อไปอย่างยั่งยืน.