ถ้าพูดถึงชื่อ “ดร.ไสว บุญมา” หลายคนอาจจะรู้จักอยู่แล้ว แต่บางคนอาจจะยังไม่ค่อยรู้ว่าบุคคลคนนี้เป็นใคร และทำไมเวลาที่เขาออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบ้านเมือง จึงได้รับความสนใจอยู่ไม่น้อย
“ดร.ไสว บุญมา” ไม่ใช่นักการเมือง และไม่ได้เป็นคนที่เพิ่งเข้ามาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในช่วงหลังๆ แต่เขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์ นักเขียน และนักคิด ที่อยู่กับเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และปัญหาการบริหารประเทศมานานหลายสิบปี
ประวัติของเขาน่าสนใจเลยทีเดียว...
“ดร.ไสว” เกิดที่ตำบลพิกุลออก อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก เมื่อปี 2488 ก่อนที่จะไปศึกษาต่อด้านเศรษฐศาสตร์จนจบปริญญาเอกที่ Claremont Graduate University ในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2517
เส้นทางการทำงานของเขาก็ไม่ธรรมดา
เริ่มต้นทำงานกับธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ ADB ก่อนจะเข้าสู่ธนาคารโลก หรือ World Bank ในปี 2521 และทำงานอยู่ที่ธนาคารโลก ประมาณ 20 ปี ตำแหน่งสุดท้ายคือ Senior Country Economist หรือเศรษฐกรอาวุโส
ในเอกสารของธนาคารโลกเอง ก็มีชื่อ Sawai Boonma ปรากฏอยู่ในงานด้านเศรษฐกิจของหลายประเทศ และมีเอกสารที่ระบุเขา ในฐานะ Country Economist และ Senior Economist ด้วย
พูดให้เห็นภาพชัดก็คือ คนคนนี้ไม่ได้มองประเทศไทย หรือเศรษฐกิจไทยจากมุมของคนทำงานอยู่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่มีประสบการณ์อยู่ในองค์กรการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งได้เห็นปัญหาเศรษฐกิจ และการพัฒนาของประเทศต่าง ๆ มาเป็นเวลานาน
หลังจากเกษียณจากธนาคารโลก “ดร.ไสว” ไม่ได้หยุดทำงาน
แต่หันมาเป็นนักเขียนอิสระ และใช้การเขียนเป็นเครื่องมือในการสื่อสารความคิดของตัวเองกับสังคม
มีทั้งหนังสือ บทความ และคอลัมน์ ในสื่อมวลชน
ตัวอย่างเช่น หนังสือเรื่อง “ประชานิยม : หายนะจากอาร์เจนตินาถึงไทย” ซึ่งถูกนำไปใช้อ้างอิงในงานวิชาการเกี่ยวกับการเมืองไทยและประชานิยมด้วย
หรือหนังสือ “โต้คลื่นลูกที่ 4 เมื่อความพอเพียงคือคำตอบ” ซึ่งนำประสบการณ์และมุมมองของอดีตเศรษฐกรธนาคารโลกมาพูดถึงทิศทางเศรษฐกิจและสังคม
นอกจากนี้ยังมีผลงานอย่าง “สู่จุดจบ!” ซึ่งเคยถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในทางการเมือง และมีผลงานเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การศึกษา เทคโนโลยี ความเหลื่อมล้ำ และปัญหาการบริหารประเทศอีกมาก
ในด้านสื่อเอง “ดร.ไสว” ก็ไม่ได้เขียนอยู่กับสื่อเพียงแห่งเดียว เคยมีงานกับ ผู้จัดการออนไลน์ และ มีคอลัมน์ “บ้านเขาเมืองเรา” ในกรุงเทพธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันก็ยังพบผลงานของเขาในคอลัมน์นี้อยู่
เพราะฉะนั้น ถ้าจะอธิบายว่า “ดร.ไสว” เป็นใคร ก็คงพูดง่ายๆ ได้ว่า
เขาคือ “นักเศรษฐศาสตร์ที่ผันตัวมาเป็นนักเขียน” และใช้ประสบการณ์จากโลกเศรษฐกิจระหว่างประเทศ มามองปัญหาของประเทศไทย ผ่านทั้งบทความ หนังสือ และ ร้อยกรอง
และที่สำคัญคือ เขาเป็นคนที่มีประวัติในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองค่อนข้างชัดเจนมานานแล้ว ...ไม่ใช่เพิ่งมาปรากฏตัววันนี้!
มีทั้งงานเขียนที่วิพากษ์ประชานิยม วิจารณ์การบริหารประเทศ วิพากษ์ปัญหาคอร์รัปชัน รวมถึงเคยเขียนร้อยกรองเกี่ยวกับนักการเมือง และสถานการณ์บ้านเมืองมาแล้วหลายครั้ง
ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นล่าสุดจึงน่าสนใจ
เพราะ “ดร.ไสว” ได้เขียนบทกลอน ที่เอ่ยถึง “ลุงสนธิ” โดยตรง ในช่วงที่คุณสนธิ ลิ้มทองกุล กลับมาเป็นประเด็น จากการเคลื่อนไหวทางการเมือง และการแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์บ้านเมือง
ใจความของบทกลอนนั้น เป็นการเรียกร้องให้ผู้คนอย่านิ่งเฉย และชักชวนให้ร่วมกับ “ลุงสนธิ” ในการเคลื่อนไหวต่อต้านสิ่งที่ผู้เขียนมองว่า เป็นความไม่เป็นธรรม และการทุจริตในบ้านเมือง
บทกลอนที่ส่งถึง “ลุงสนธิ” ครั้งนี้ จึงอาจมองได้ในอีกมุมหนึ่งว่า เป็นการใช้ “งานเขียน” เป็นภาษาทางความคิด เพื่อส่งกำลังใจให้กับคนที่เขาเห็นว่ากำลังออกมาเคลื่อนไหวในประเด็นที่ตัวเขาให้ความสำคัญ
และนี่ก็เป็นลักษณะที่เห็นมาตลอดในเส้นทางของ “ดร.ไสว”
เขาไม่ได้ใช้เวทีการเมืองเป็นหลัก แต่ใช้หนังสือ ใช้บทความ ใช้คอลัมน์ และบางครั้ง ก็ใช้บทกวี เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร
วันนี้ เมื่อเขาเขียนบทกวีถึง “ลุงสนธิ” ความหมายจึงไม่ใช่แค่เรื่องว่า “ใครเขียนกลอนให้ใคร”
แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า ในช่วงเวลาที่บ้านเมืองกำลังมีคำถามมากมาย ทั้งเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ การทุจริต และความเป็นธรรม ยังมีคนจากแวดวงความรู้ และการเขียน เลือกที่จะใช้พื้นที่ของตัวเองส่งเสียงออกมา โดยผ่าน “การเขียน”...
“หากท่านไม่ดูดายออกไปซิ
ร่วมกับลุงสนธิผู้กล้าหาญ
พร้อมกันไปขับไล่รัฐบาล
ผู้หน้าด้านโกงกินสินบ้านเมือง
หากดูดายต่อไปบรรลัยวอด
บ้านจะมอดในไฟไม่เอาเรื่อง
อยู่ไปหนักแผ่นดินกินข้าวเปลือง
ปล่อยบ้านเมืองเป็นขี้เถ้าสีเทาเอย”
นี่คือ บทกลอน ที่ “ดร.ไสว” เขียนถึงปรากฏการณ์ “ลุงสนธิ”!!

