วันนี้ มีอีกหนึ่งแรงกดดันเกิดขึ้นกับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เมื่อ “สนธิ ลิ้มทองกุล” พร้อมเครือข่าย “รวมพลังแผ่นดิน ทวงคืนประเทศไทย” เดินทางไปยื่นหนังสือ เรียกร้องให้ กกต. ทบทวนมติคดีฮั้วเลือกสว.ใหม่
ข้อเรียกร้องสำคัญ ก็คือ ขอให้กลับไปพิจารณากลุ่มผู้ถูกกล่าวหา ที่คณะไต่สวนชุดที่ 26 เคยเสนอว่ามีมูล 229 ราย และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ ตัวเลข 229 คน ไม่ใช่ตัวเลขผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดในขั้นตอนสุดท้าย แต่เป็นจำนวนที่คณะไต่สวนชุดที่ 26 เคยเสนอว่า มีมูล ควรดำเนินคดี ก่อนที่เรื่องจะผ่านการพิจารณาในขั้นตอนต่อมา
และท้ายที่สุด กกต. มีมติ เมื่อวันที่ 14 กันยายน2569 ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญาเพียง 77 ราย จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 ราย โดยเป็นสว.ปัจจุบัน 26 ราย ผู้มีสิทธิเลือก สว.36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย
ในจำนวนนี้ ไม่มีนักการเมือง กรรมการบริหารพรรค และรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย รวมอยู่ด้วยเลย ทั้งๆ ที่ถูกกล่าวหา และถูกเรียกไปสอบว่าอยู่เบื้องหลังขบวนการทุจริตการเลือกสว.ครั้งนี้
ดังนั้น สิ่งที่ “สนธิ”และเครือข่าย“รวมพลังแผ่นดิน ทวงคืนประเทศไทย”กำลังตั้งคำถาม จึงไม่ใช่แค่เรื่องว่า “ทำไมไม่ฟ้อง 229 คน”
แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า…
กระบวนการกลั่นกรองของ กกต. ใช้มาตรฐานอะไร และพยานหลักฐานที่มีอยู่ ถูกนำมาพิจารณาครบถ้วนแค่ไหน
เพราะต้องไม่ลืมว่า กกต. ไม่ใช่หน่วยงานธรรมดาที่ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งอย่างเดียว แต่เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมดูแลการเลือกตั้ง และเมื่อพบพฤติการณ์ที่อาจทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต หรือไม่เที่ยงธรรม ก็มีอำนาจตามกฎหมายในการดำเนินการตรวจสอบ และนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
พูดง่ายๆ ก็คือ กกต. คือหนึ่งในด่านแรกของระบบการเมือง
เป็นด่านแรก ที่ต้องทำให้แน่ใจได้ว่า คนที่เข้ามาสู่สนามเลือกตั้ง เข้ามาสู่ระบบการเมือง เป็นการเข้ามาด้วยกระบวนการที่ถูกต้อง
และเมื่อเกิดข้อกล่าวหาว่า มีการทุจริตเลือกตั้ง กกต.ก็เป็นด่านสำคัญอีกครั้งว่า เรื่องจะถูกส่งต่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หรือไม่
หน้าที่ของ กกต. ในคดีฮั้วสว. จึงมีความสำคัญตรงนี้!
เพราะคดีนี้ไม่ได้มีแค่ตัวเลข 77 หรือ 229 คน แต่มีหลักฐานจำนวนมาก ที่ถูกพูดถึงตลอดกระบวนการ ทั้งโพยการลงคะแนน เส้นทางการเดินทาง และการพักโรงแรม ข้อมูลการสื่อสาร เส้นทางการเงิน ข้อมูลพิกัดโทรศัพท์ ภาพจากกล้องวงจรปิด รวมถึงคำให้การพยาน และเอกสารจำนวนมาก
ขณะเดียวกัน คณะไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งทำงานรวบรวมพยานหลักฐานมาเป็นเวลานาน เคยมีความเห็นว่า มีมูลในกลุ่ม 229 ราย ขณะที่คณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ที่กกต.ตั้งขึ้นมาใหม่ กลับมีความเห็นแตกต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ ก่อนที่ กกต.ชุดใหญ่ จะมีมติส่งดำเนินคดี 77 รายในที่สุด
นี่จึงกลายเป็นจุดที่ทำให้เกิดคำถามว่า...พยานหลักฐานชุดเดียวกัน ทำไมกระบวนการกลั่นกรองแต่ละชั้น จึงให้ผลแตกต่างกันอย่างมาก และกกต.กำลังปกป้องใครอยู่หรือเปล่า?!..กกต.ยังมีความน่าเชื่อถือในการทำหน้าที่อยู่หรือเปล่า?!
ถ้าด่านแรก สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมคนหนึ่งถูกส่ง อีกคนหนึ่งไม่ถูกส่ง…อธิบายได้ว่า หลักฐานชิ้นไหนมีน้ำหนัก หลักฐานชิ้นไหนไม่เพียงพอ และอธิบายได้ว่าทำไมความเห็นของคณะไต่สวนชุดหนึ่ง จึงแตกต่างจากอีกคณะหนึ่ง
สังคมก็สามารถตรวจสอบเหตุผลของกระบวนการได้
แต่ถ้าอธิบายไม่ได้ หรือพยายามหลบเลี่ยง บ่ายเบี่ยง จนทำให้สังคมรู้สึกว่ามีการเลือกใช้หลักฐาน หรือเลือกปฏิบัติต่อผู้ถูกกล่าวหาแตกต่างกัน
ปัญหาจะไม่ได้อยู่เฉพาะที่ตัวคดี แต่จะลามไปถึงความเชื่อมั่นต่อองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นด่านแรก
นี่คือเหตุผลว่า ทำไมข้อกล่าวหาของ “เครือข่ายทวงคืนประเทศไทย” จึงหนักมาก เพราะในหนังสือที่ยื่นวันนี้ มีการกล่าวหาถึงขั้นว่า กกต.อาจใช้อำนาจ หรือดุลพินิจปกป้องผู้ถูกกล่าวหา และหากยังไม่ทบทวนมติ ก็จะเดินหน้าร้องกล่าวโทษผู้เกี่ยวข้องเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ เรื่องนี้มีการพาดพิงไปถึงข้อกล่าวหาว่า กกต. อาจถูกอิทธิพลทางการเมืองครอบงำ
เพราะการที่ผลของมติ กกต. ทำให้คนบางกลุ่มไม่ถูกส่งดำเนินคดี หรือบางกลุ่มถูกส่งดำเนินคดี
ตรงนี้ กกต. มีอะไรที่ยืนยัน เรื่องความโปร่งใส ไม่ถูกแทรกแซงหรือไม่ เหตุผลของมติสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้หรือไม่ และมาตรฐานเดียวกัน ถูกใช้กับทุกฝ่ายหรือเปล่า ... นี่คือหัวใจของเรื่อง!
เพราะถ้าประชาชนหมดความเชื่อมั่นว่า “ด่านแรก” ของระบบเลือกตั้ง ไม่สามารถทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระและเที่ยงธรรมได้ ปัญหามันจะไม่ได้จบอยู่ที่คดีฮั้ว สว.
แต่มันจะกระทบไปถึงความเชื่อมั่นต่อระบบการเมืองทั้งระบบ
ดังนั้น เมื่อมีเสียงเรียกร้องให้ “ทบทวนมติ” สิ่งที่สังคมควรได้รับ ไม่ใช่เพียงคำตอบว่า กกต. จะทบทวน หรือไม่
แต่ควรได้เห็นเหตุผลว่า ทำไมจึงเลือกส่งศาลแค่ 77 คน ทำไมจึงไม่เลือกคนอื่น และหลักฐานถูกชั่งน้ำหนักกันอย่างไร
เพราะในท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่คำถามว่า “ใครผิด ใครไม่ผิด”
แต่มีคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า “กระบวนการที่ใช้ตัดสินว่าใครควรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมนั้น เชื่อถือได้แค่ไหน”
และนั่นคือความหมายของคำว่า กกต.ในฐานะ “ด่านแรก” ของระบบการเมือง
ถ้าด่านแรกแข็งแรง ระบบตรวจสอบก็เดินหน้าต่อได้
แต่ถ้าด่านแรกถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นอิสระ ความโปร่งใส หรือมาตรฐานในการใช้ดุลพินิจ
ไม่ว่าผลสุดท้ายของคดีจะออกมาอย่างไร ... คำถามเรื่อง “ความน่าเชื่อถือของกกต. ของกระบวนการ” ก็ยังคงอยู่!

