พระนครศรีอยุธยา – สถานการณ์น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เพิ่มสูงต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 หลังมีการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ประกอบกับฝนตกในพื้นที่ ส่งผลมวลน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมชุมชนวัดจุฬามณี ต.บ้านกุ่ม อ.บางบาล บ้านเรือนและถนนบางจุดถูกน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร ชาวบ้านต้องใช้เรือสัญจร ขณะที่บางรายขนย้ายสิ่งของไม่ทัน วอนหน่วยงานเร่งบริหารจัดการน้ำและทยอยระบาย เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมรับมือ
วันนี้( 25 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์น้ำท่วมบริเวณชุมชนวัดจุฬามณี ต.บ้านกุ่ม อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นชุมชนที่อยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา พบระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 หลังมวลน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาไหลผ่านพื้นที่ ประกอบกับมีฝนตกในพื้นที่ ส่งผลให้น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนและถนนภายในชุมชน
บางจุดระดับน้ำสูงกว่า 1 เมตร ส่งผลให้ชาวบ้านต้องใช้เรือเป็นพาหนะในการเดินทาง ขณะที่บางครัวเรือนเร่งขนย้ายสิ่งของ เครื่องใช้ไฟฟ้า และทรัพย์สินขึ้นไว้บนที่สูง แต่บางรายระบุว่าระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถเตรียมตัวได้ทัน
สถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลที่มีการติดตามระดับน้ำในพื้นที่บางบาล ซึ่งพบว่าการเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำและคลองสาขาเพิ่มขึ้น โดยก่อนหน้านี้มีการปรับเพิ่มการระบายน้ำหลายระยะ และน้ำได้เริ่มเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนริมแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่บางชะนีตั้งแต่ช่วงวันที่ 22 ก.ย. 2569
ชาวบ้านในพื้นที่สะท้อนว่า แม้จะมีการแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำ แต่เมื่อระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้หลายครอบครัวตั้งตัวไม่ทัน จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการและทยอยระบายน้ำอย่างเหมาะสม เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมตัว ขนย้ายทรัพย์สิน และเตรียมเรือสำหรับใช้เดินทาง
นางประครอง สุขนิธิ อายุ 87 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ กล่าวว่า อยากฝากถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หลังเคยลงพื้นที่พบประชาชนที่วัดโคกหิรัญ อ.บางบาล เมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและให้กำลังใจประชาชน โดยครั้งนั้นรัฐบาลระบุถึงแนวทางเร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาระยะยาว รวมถึงการเร่งโครงการคลองระบายน้ำบางบาล–บางไทร
นางประครองกล่าวว่า วันนี้อยากฝากให้นายกรัฐมนตรีช่วยดูแลปัญหาน้ำท่วมของชาวอยุธยา เพราะสถานการณ์ในปีนี้ระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้นและกลับเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนอีกครั้ง จึงอยากเห็นการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ชาวบ้านสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและไม่ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี
ด้านนางนันทนา ดีศรี อายุ 65 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ กล่าวว่า บ้านของตนได้รับผลกระทบทั้งจากน้ำฝนและน้ำที่เอ่อล้นตลิ่ง โดยระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจนเข้าท่วมบ้าน แม้จะประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี แต่การเพิ่มขึ้นของน้ำในครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนไม่สามารถเตรียมตัวได้ทัน
นางนันทนากล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ปีนี้น้ำมาช้ากว่า เพราะปีที่แล้วเริ่มท่วมตั้งแต่เดือนสิงหาคม จึงรู้สึกดีใจที่ช่วงที่ผ่านมาเห็นว่าสถานการณ์ยังไม่รุนแรง แต่เมื่อช่วงเย็นวานนี้ระดับน้ำกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเข้าท่วมบ้าน แม้แต่เรือก็ยังเตรียมไม่ทัน ต้องรอลูกเดินทางมาช่วยนำเรือเข้ามาให้
เมื่อถามถึงแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นประจำ นางนันทนากล่าวด้วยน้ำเสียงน้อยใจว่า “การแก้ปัญหาน้ำท่วมทำไม่ได้หรอก เพราะเขาไม่ยอมแก้ ถ้าเขาแก้ต้องไม่ท่วม เขาเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เขารู้ปัญหาอยู่แล้ว เราเป็นชาวบ้านธรรมดาก็ยอมกันไป พูดอะไรไม่ออก”
ทั้งนี้ ชาวบ้านในพื้นที่ยังคงเฝ้าติดตามระดับน้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งขนย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูง และเตรียมเรือไว้สำหรับใช้สัญจร หากระดับน้ำยังเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่สถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยายังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หลังกรมชลประทานระบุว่าปริมาณน้ำเหนือเพิ่มขึ้นและมีความจำเป็นต้องทยอยปรับการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา โดยคาดการณ์ปริมาณน้ำที่สถานี C.2 นครสวรรค์ในช่วงวันที่ 23–25 ก.ย. อาจเพิ่มสูงสุดประมาณ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

