หลังคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกร้องในคดีฮั้วเลือก ส.ว.จำนวน 77 คน แบ่งเป็น ส.ว. 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก ส.ว. 36 คน และบุคคลอื่นอีก 15 คน คำถามสำคัญต่อจากนี้จึงอาจไม่ได้มีเพียงว่า 77 คนนี้กระทำผิดจริงหรือไม่ แต่หากวันหนึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีการกระทำผิดเกี่ยวกับการฮั้วหรือการจัดการลงคะแนนจริง ผลของมันจะหยุดอยู่เฉพาะตัวบุคคล 77 คนได้หรือไม่
เพราะการเลือก ส.ว.ครั้งนี้ไม่เหมือนการเลือกตั้ง ส.ส.
การเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต ถ้าผู้สมัครคนหนึ่งซื้อเสียงหรือทุจริต ผลโดยธรรมชาติของมันอาจจำกัดอยู่ในเขตเลือกตั้งนั้น เพราะคนที่ได้รับเลือกจากเขตหนึ่งไม่ได้ไปมีสิทธิเลือกผู้สมัครในอีกเขตหนึ่งต่อ แต่ระบบการได้มาซึ่ง ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 107 ถูกออกแบบให้เป็นการ “เลือกกันเอง” และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาก็กำหนดกระบวนการต่อเนื่องถึง 3 ระดับ คือ อำเภอ จังหวัด และประเทศ ผู้ที่ผ่านระดับอำเภอจึงขึ้นไปเป็นผู้เลือกในระดับจังหวัด และผู้ที่ผ่านระดับจังหวัดก็ขึ้นไปเป็นผู้เลือกในระดับประเทศอีกทอดหนึ่ง ก่อนจะได้ ส.ว. 200 คนและบัญชีสำรองออกมาในที่สุด
พูดง่ายๆ คือ ในระบบนี้ “ผู้สมัคร” คนหนึ่งไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงคนที่ต้องการได้รับเลือกเท่านั้น แต่ในแต่ละขั้นเขายังเป็น “ผู้เลือก” คนอื่นด้วย
ดังนั้น หากสมมติว่ามีผู้สมัคร A ซึ่งไม่ควรผ่านระดับอำเภอ แต่ผ่านขึ้นมาเพราะการจัดตั้งหรือฮั้ว A ก็จะได้สิทธิไปลงคะแนนในระดับจังหวัด คะแนนของ A อาจทำให้ B ผ่านหรือทำให้ C ไม่ผ่าน จากนั้น B ซึ่งผ่านขึ้นไปก็ไปเป็นผู้เลือกอีกครั้งในระดับประเทศ และคะแนนของ B ก็อาจทำให้ D ได้เป็น ส.ว. หรือทำให้ E ตกไปเป็นบัญชีสำรอง
เพราะฉะนั้น ถ้าจุดเริ่มต้นผิด ผลไม่ได้หยุดอยู่ที่ A แต่สามารถวิ่งต่อไปถึง B, C, D และ E ได้เป็นทอดๆ
นี่ต่างหากคือสิ่งที่ผมคิดว่าศาลและสังคมจะต้องช่วยกันตอบ
ยิ่งเมื่อดูจากคำชี้แจงของ กกต.เอง ปัญหาก็ยิ่งน่าตั้งคำถาม เพราะ กกต.ระบุถึงข้อมูลที่ได้รับจาก DSI ซึ่งนำไปสู่การตั้งคณะไต่สวนว่า มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการจัดกลุ่มผู้สมัคร การกำหนดค่าตอบแทน การนัดหมายผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศเพื่อจัดทำโพย รวมถึงการจัดเตรียมการเดินทาง และ กกต.ระบุด้วยว่าข้อมูลเบื้องต้นที่ได้รับแสดงผลการเลือกบางรอบเป็นไปตามโพยดังกล่าว ข้อกล่าวหาเหล่านี้ยังต้องผ่านการพิสูจน์ในศาล แต่ลักษณะของข้อกล่าวหาที่ กกต.บันทึกไว้เองไม่ได้มีหน้าตาเป็นการกระทำของคนคนเดียวที่แยกขาดจากคนอื่น หากเป็นข้อกล่าวหาที่มีลักษณะเชื่อมโยงระหว่างผู้สมัครและผู้เลือกหลายคน
เพราะฉะนั้น สมมติในที่สุดศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้ถูกร้องบางส่วนหรือทั้ง 77 คนมีพฤติการณ์ดังกล่าวจริง คำถามจึงไม่ควรจบเพียงว่าใครใน 77 คนต้องพ้นจากตำแหน่งหรือถูกเพิกถอนสิทธิ แต่ควรถามต่อว่า คะแนนของคนเหล่านี้เคยไปทำให้ใครผ่านเข้ารอบ และคนที่ผ่านด้วยคะแนนเหล่านั้นได้ไปเลือกใครต่ออีกบ้าง
นี่คือ “ผลลูกโซ่” ที่ผมเห็นว่าเป็นหัวใจของปัญหา
รัฐธรรมนูญมาตรา 224 กำหนดหน้าที่ของ กกต.ไว้ว่า ต้องควบคุมดูแลการเลือกสมาชิกวุฒิสภาให้เป็นไปโดย “สุจริตและเที่ยงธรรม” หลักการเดียวกันปรากฏอยู่ตลอดกฎหมายเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง ส.ว. เพราะสิ่งที่รัฐธรรมนูญต้องการรับรองไม่ใช่เพียงว่า ส.ว.แต่ละคนไม่มีความผิด แต่ต้องการให้ กระบวนการเลือก ที่ทำให้บุคคลเหล่านั้นขึ้นมาเป็น ส.ว.มีความสุจริตและเที่ยงธรรมด้วย
ตรงนี้จึงเกิดคำถามทางกฎหมายที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า คำว่า “การเลือกเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม” ต้องพิจารณาเฉพาะตัวผู้ได้รับเลือกแต่ละคน หรือหมายถึงความสุจริตของกระบวนการทั้งหมดด้วย
ถ้า ส.ว.คนหนึ่งกระทำผิดเฉพาะตัว เช่น แจ้งคุณสมบัติหรือข้อมูลของตัวเองไม่ถูกต้อง ปัญหาก็อาจจบที่คนนั้นได้ เพราะความผิดของเขาไม่ได้ไปเปลี่ยนคะแนนของบุคคลอื่น
แต่ “การฮั้ว” แตกต่างออกไปโดยธรรมชาติ เพราะการฮั้วจะเกิดขึ้นไม่ได้ด้วยคนคนเดียว การฮั้วหมายถึงการมีคนตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไปตกลงหรือประสานกัน และยิ่งถ้าเป็นการจัดการคะแนนในการเลือก ส.ว.ซึ่งผู้สมัครเป็นผู้เลือกกันเอง การลงคะแนนของคนหนึ่งก็มีผลโดยตรงต่อสถานะของอีกคนหนึ่ง
นี่จึงทำให้คำถามเรื่อง 77 คนใหญ่กว่าตัวเลข 77 มาก
สมมติศาลพิพากษาว่า ส.ว. 26 คนในจำนวนนี้ได้มาโดยกระบวนการที่มิชอบ แล้วตามกฎหมายเมื่อสมาชิกภาพสิ้นสุดก็เลื่อนบุคคลในบัญชีสำรองของกลุ่มนั้นขึ้นมาแทนตามมาตรา 45 ซึ่งเป็นกลไกที่ กกต.เองระบุว่าจะใช้หากตำแหน่ง ส.ว.ว่างลง
คำถามก็คือ แล้วบัญชีสำรองนั้นเกิดจากการลงคะแนนชุดเดียวกันหรือไม่
ถ้าคะแนนที่ไม่สุจริตมีส่วนทำให้คนหนึ่งติด 10 อันดับแรก ก็เป็นไปได้ในทางตรรกะว่าคะแนนชุดเดียวกันมีส่วนทำให้คนที่ควรได้อันดับ 10 กลายเป็นอันดับ 11 หรือทำให้คนอื่นเลื่อนหรือตกอันดับไปพร้อมกัน
การเอาอันดับ 11 ขึ้นมาแทนอันดับ 10 จึงอาจเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หากอันดับ 11 เองก็เป็นผลผลิตจากโครงสร้างคะแนนชุดเดียวกัน
ยิ่งกว่านั้นต้องย้อนกลับไปอีกว่า ผู้ที่เดินทางมาถึงระดับประเทศทั้งหมดมาถึงจุดนั้นได้อย่างไร เพราะทุกคนต้องผ่านระดับอำเภอและจังหวัดมาก่อน หากปรากฏว่ามีการจัดตั้งผู้สมัครหรือจัดการคะแนนตั้งแต่ระดับก่อนหน้านั้น คนที่ไม่ได้เดินทางมาถึงระดับประเทศเพราะถูกคะแนนที่มีปัญหากีดออกไปจะได้รับการเยียวยาอย่างไร
สมมติมีผู้สมัครคนหนึ่งที่ควรผ่านจากระดับจังหวัด แต่ไม่ได้ผ่านเพราะคะแนนจากเครือข่ายที่ศาลในภายหลังวินิจฉัยว่ากระทำผิด คนคนนั้นจึงไม่ได้ไปลงคะแนนระดับประเทศเลย การลบผู้กระทำผิดออกจากรายชื่อหลังจากผ่านไปสองปี ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปให้คนที่ควรผ่านคนนั้นได้ใช้สิทธิเลือกในระดับประเทศ
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า หากเขาได้เข้ามาเลือก ผล 200 คนสุดท้ายจะยังเหมือนเดิม
นี่คือเหตุผลที่ผมเห็นว่าคำถามสำคัญที่สุดที่ควรเกิดขึ้นหากศาลวินิจฉัยว่ามีการฮั้วจริงก็คือ
ถ้าตัดคะแนนและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการฮั้วออกจากกระบวนการทั้งหมด เรายังสามารถยืนยันได้หรือไม่ว่า ส.ว. 200 คนและบัญชีสำรองที่ประกาศเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 จะยังเป็นบุคคลชุดเดิม
ถ้าพิสูจน์ได้ว่าผลไม่เปลี่ยน ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แต่ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ ปัญหาก็ไม่ได้อยู่เพียงว่า ส.ว. 26 คนควรพ้นจากตำแหน่งหรือไม่ แต่อาจกลายเป็นคำถามว่า ผลการเลือก ส.ว.ที่เหลือได้รับผลกระทบจากกระบวนการที่ไม่สุจริตไปมากน้อยเพียงใด
แน่นอนว่าในทางตัวบท หลังประกาศผลแล้ว รัฐธรรมนูญมาตรา 226 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.วางกลไกให้ศาลพิจารณาความผิดของผู้ถูกร้องเป็นรายบุคคล และ กกต.ก็อธิบายว่า หากศาลพิพากษาว่า ส.ว.ผู้ถูกร้องกระทำผิด สมาชิกภาพของ “ผู้นั้น” ย่อมสิ้นสุด และใช้บัญชีสำรองขึ้นมาแทน
แต่กลไกลงโทษเป็นรายบุคคล กับคำถามว่ากระบวนการเลือกทั้งระบบยังสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ เป็นคนละคำถามกัน
และผมคิดว่านี่ต่างหากคือโจทย์ใหญ่ของคดีฮั้ว ส.ว.
เพราะถ้าศาลฎีกาวินิจฉัยในที่สุดว่าการฮั้วเกิดขึ้นจริง เราอาจไม่ได้กำลังพูดถึงคน 77 คนที่ทำผิดแยกกัน 77 กรณี แต่กำลังพูดถึงคนจำนวนหนึ่งที่อยู่ใน กระบวนการเลือกเดียวกัน ลงคะแนนให้กัน และผลัดกันเป็นทั้งผู้ได้รับเลือกและผู้เลือกคนอื่นต่อไปเป็นทอดๆ
เมื่อนั้นคำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า
“77 คนนี้จะถูกลงโทษอย่างไร”
แต่ต้องถามให้ถึงที่สุดว่า
“ถ้า 77 คนนี้เข้าข่ายฮั้วจริง ผลของการฮั้วได้ไหลเป็นลูกโซ่ไปถึงคนอื่นอีกกี่คน และเรายังสามารถยืนยันได้หรือไม่ว่า ส.ว. 200 คนชุดปัจจุบันคือผลลัพธ์ของกระบวนการเลือกที่สุจริตและเที่ยงธรรมตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด”
นี่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่า 77 คน และเป็นคำถามที่ผมคิดว่า เมื่อคดีเดินไปถึงศาลฎีกาแล้ว สังคมควรได้รับคำตอบให้ชัดเจน

