เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ กฎ ก.ตร. ฉบับใหม่ ปี 2569 มีผลแล้ว เคลียร์ชัดเกณฑ์ย้ายตำรวจเข้ากรุ “ประจำ-สำรองราชการ”
วันนี้ (24 ก.ย.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่กฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือส่วนราชการใดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือสำรองราชการในส่วนราชการใดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2569 ซึ่งลงนามโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย. 2569 เป็นต้นไป
กฎ ก.ตร. ฉบับดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อให้การบริหารงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 โดยกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสั่งให้ข้าราชการตำรวจพ้นจากตำแหน่งหน้าที่เดิมเป็นการชั่วคราว แบ่งเป็น 2 กรณี คือ “ประจำ” และ “สำรองราชการ”
สำหรับการสั่ง “ประจำ” สำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือส่วนราชการในสังกัด จะใช้ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นด้านการบริหารหรือภารกิจส่วนบุคคล เช่น ข้าราชการตำรวจที่เหลือเวลาปฏิบัติราชการก่อนเกษียณอายุไม่เกิน 6 เดือน เดินทางไปปฏิบัติราชการหรือศึกษาต่อต่างประเทศเป็นเวลานานเกิน 1 ปี ได้รับอนุญาตให้ลาติดตามคู่สมรสที่ไปปฏิบัติงานในต่างประเทศ รวมถึงกรณีหน่วยงานหรือตำแหน่งเดิมถูกยุบเลิก
นอกจากนี้ ยังครอบคลุมกรณีข้าราชการตำรวจที่ได้รับการพิสูจน์ความบริสุทธิ์จากการดำเนินการทางวินัยหรือคดีอาญา และมีคำสั่งให้กลับเข้ารับราชการ แต่ยังไม่มีตำแหน่งว่างในระดับเดิมให้กลับไปดำรงตำแหน่ง
ส่วนการสั่ง “สำรองราชการ” เน้นกรณีที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการทางวินัย คดีอาญา หรือพฤติการณ์ที่อาจกระทบต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ โดยสามารถดำเนินการได้เมื่อข้าราชการตำรวจถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา ซึ่งไม่ใช่ความผิดลหุโทษหรือกระทำโดยประมาท หรือมีพฤติการณ์ประพฤติตนไม่เหมาะสม ไม่เคร่งครัดในระเบียบวินัย จนส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย
สำหรับกรณีมีพฤติการณ์ประพฤติตนไม่เหมาะสม ต้นสังกัดจะกันตำแหน่งเดิมไว้ให้เป็นเวลา 3 เดือน หากภายในระยะเวลาดังกล่าวยังไม่สามารถยุติเหตุแห่งการสำรองราชการได้ ก็สามารถพิจารณาแต่งตั้งบุคคลอื่นเข้าดำรงตำแหน่งแทนได้
อย่างไรก็ตาม กฎ ก.ตร. ฉบับใหม่ยังคงคุ้มครองสิทธิและประโยชน์ของข้าราชการตำรวจที่ถูกสั่งประจำหรือสำรองราชการ โดยให้ถือเสมือนว่ายังคงดำรงตำแหน่งในระดับเดิม ทั้งในเรื่องการเลื่อนเงินเดือนและการรักษาวินัย และเมื่อเหตุแห่งการสั่งประจำหรือสำรองราชการสิ้นสุดลง จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งกลับเข้าดำรงตำแหน่งเดิม หรือตำแหน่งที่เทียบเท่า เมื่อมีตำแหน่งว่างในโอกาสแรก
ขณะเดียวกัน การสั่งประจำหรือสำรองราชการสำหรับข้าราชการตำรวจระดับ ผู้บังคับการขึ้นไป จะต้องดำเนินการนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ ส่วนตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และจเรตำรวจแห่งชาติ จะต้องนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
กฎ ก.ตร. ฉบับนี้จึงเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการบริหารกำลังพลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยแยกความแตกต่างระหว่างการ “ประจำ” ซึ่งเน้นเหตุด้านการบริหารและภารกิจ กับการ “สำรองราชการ” ซึ่งเน้นกรณีด้านวินัย คดีอาญา และพฤติการณ์ที่กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างชัดเจน

