วิเคราะห์เจาะลึกผลกระทบหลังมติ ครม. ผ่าน พ.ร.บ.ควบคุมกัญชาฉบับใหม่ ปิดฉากนโยบายกัญชาเสรีพรรคภูมิใจไทย ที่สร้างโดมิโนเอฟเฟกต์ทำนักลงทุนสูญยับ วิกฤตสาธารณสุขพุ่ง และดันไทยเป็นฮับส่งออกกัญชาเถื่อน
“กัญชา” พาพินาศ ลงทุนสูญยับ ตราบาป “ภูมิใจไทย” ใครรับผิดชอบ?
มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ที่ผ่านร่างพระราชบัญญัติควบคุมกัญชาฉบับใหม่ ถือเป็นการรูดม่านปิดฉากมหากาพย์ "กัญชาเสรี" อย่างเป็นทางการ และเปลี่ยนผ่านกลับสู่การควบคุมอย่างเข้มงวดในฐานะพืชเพื่อการแพทย์เท่านั้น
ทว่า ภายใต้ซากปรักหักพังของการพลิกนโยบายแบบหน้ามือเป็นหลังมือนี้ ซุกซ่อนความพินาศย่อยยับของประชาชนและนักลงทุนที่หลงเชื่อฝ่ายการเมืองไว้อย่างมหาศาล
แกะรอยไทม์ไลน์นโยบายลวงหากย้อนดูเส้นทางของนโยบายนี้ จะเห็นถึงความผันผวนและเกมการเมืองที่เอาผลประโยชน์ของประชาชนมาเป็นเดิมพันตลอดหลายปีที่ผ่านมา
•จุดเริ่มต้นหาเสียง (มีนาคม 2562): พรรคภูมิใจไทยชูนโยบาย "กัญชาเสรี" เพื่อแก้ความยากจน และดันให้เป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ โดยวาดฝันว่าปลูกได้บ้านละ 6 ต้น จะสร้างรายได้ถึง 4.2 แสนบาทต่อปีต่อครัวเรือน
•นโยบายรัฐบาล (สิงหาคม 2562): พรรคภูมิใจไทยผลักดันจนนโยบายกัญชาทางการแพทย์ถูกบรรจุเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลสำเร็จ
•ปลดล็อกพ้นยาเสพติด (8 กุมภาพันธ์ 2565): มีการลงนามถอดกัญชาออกจากรายชื่อยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ยกเว้นสารสกัดที่มี THC เกิน 0.2%
•วันเปิดเสรีและภาวะสุญญากาศ (9 มิถุนายน 2565): เมื่อการปลดล็อกมีผลบังคับใช้ ทำให้การปลูกและขายไม่ผิดอาญา แต่เกิด "สุญญากาศทางกฎหมาย" เพราะร่าง พ.ร.บ.ควบคุมกัญชาฯ ยังไม่ผ่านสภา
•ร่างกฎหมายถูกคว่ำ (กันยายน 2565): สภาโหวตคว่ำร่างกฎหมายควบคุมกัญชาฯ เนื่องจากความกังวลเรื่องผลกระทบต่อเยาวชนและการไร้มาตรการที่รัดกุม
•เปลี่ยนผ่านรัฐบาลใหม่ (กันยายน 2566): รัฐบาลพรรคเพื่อไทยประกาศเดินหน้าทำกฎหมายควบคุมเพื่อยุติการใช้กัญชาเชิงสันทนาการ
•แรงกระเพื่อมดึงกลับเป็นยาเสพติด (มิถุนายน 2568): กระทรวงสาธารณสุขมีแนวคิดดึงกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด จนเกิดความขัดแย้งรุนแรงกับพรรคภูมิใจไทย
•ข้อตกลงพรรคร่วม (สิงหาคม 2569): เปลี่ยนแนวทางจากการนำกลับไปเป็นยาเสพติด มาเป็นการออกกฎหมาย พ.ร.บ. คุมเข้มแทน
•มติ ครม. ปิดฉากเสรี (22 กันยายน 2569): ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ควบคุมกัญชาฯ ปิดฉากยุคสันทนาการอย่างเป็นทางการ
โดมิโนเอฟเฟกต์ พินาศตลอดห่วงโซ่อุปทาน
เมื่อกติกากัญชาเปลี่ยนตามเกมการเมือง ทำให้เกิดปรากฏการณ์ล้มระเนระนาด เม็ดเงินลงทุนตลอดห่วงโซ่อุปทานพังทลายลงเป็นโดมิโน
•ปลายน้ำสูญพันธุ์: ชะตากรรมร้านกัญชา ในช่วงเปิดเสรี ประเทศไทยเคยมีสถานประกอบการจำหน่ายกัญชาสูงถึง 18,433 แห่ง ปัจจุบันมีร้านที่ใบอนุญาตหมดอายุและไม่ขอต่ออายุสูงถึง 7,297 แห่ง เนื่องจากแบกรับต้นทุนและการตรวจสอบไม่ไหว เหลือเพียง 11,136 แห่ง กฎใหม่กำหนดให้ร้านกัญชาริมทางแบบเดิมต้องสูญพันธุ์ตามรอบใบอนุญาต 3 ปี (หมดอายุช่วงปี 2569-2571) หากจะเปิดต่อต้องยกระดับเป็นสถานพยาบาล ร้านขายยา หรือคลินิกที่มีแพทย์และเภสัชกรประจำ การซื้อขายช่อดอกต้องทำผ่าน "ใบสั่งยา" จากผู้ประกอบวิชาชีพเท่านั้น ห้ามจำหน่ายให้คนทั่วไปนำไปเสพเองเด็ดขาด
•ต้นน้ำกระอักเลือด: มาตรฐานบีบเกษตรกรรายย่อย กฎหมายใหม่บังคับให้แปลงปลูกต้องลงทะเบียนระบุขนาด เพื่อทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ ให้รัฐตามได้ว่าช่อดอกมาจากไหน ฟาร์มต้องผ่านมาตรฐานเกษตรปลอดภัย (GAP) หรือปลูกในระบบปิดทางการแพทย์ ทำให้ต้นทุนทำโรงเรือนพุ่งสูง เกษตรกรรายย่อยที่ไม่มีสัญญารับซื้อจากโรงพยาบาลจะหมดทางระบายสินค้า ส่วนการปลูกในครัวเรือนถูกจำกัดไม่เกิน 15 ต้น และห้ามพาณิชย์เสรี หากลักลอบปลูกมีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี หรือปรับ 20,000 - 300,000 บาท
•ภาระหนี้ที่รัฐไม่เหลียวแล ประชาชนจำนวนมากกู้เงินลงทุนสร้างโรงเรือน ลงทุนระบบไฟ ระบบน้ำ เช่าตึกเปิดร้าน จ้างพนักงาน หวังคืนทุนในระยะยาว แต่วันนี้เมื่อรัฐเปลี่ยนนโยบาย ค่าเช่ายังต้องจ่าย หนี้ธนาคารยังอยู่ และอุปกรณ์ที่ลงทุนไปไม่สามารถเสกกลับเป็นเงินสดได้
•แรงกระเพื่อมถึงทุนใหญ่ แรงกระเพื่อมจากนโยบาย "กลับไปกลับมา" ยังฟาดหางไปถึงทุนใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) อย่างจัง ในช่วงที่กัญชาถูกปั่นกระแสให้เป็น "ซอฟต์พาวเวอร์" และพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ บริษัทจดทะเบียนยักษ์ใหญ่ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ไม่ว่าจะเป็น บมจ.เซ็ปเป้ (SAPPE), บมจ.อิชิตัน (ICHI), บมจ.คาราบาวกรุ๊ป (CBG) และ บมจ.โอสถสภา (OSP) ต่างกระโดดร่วมวงทุ่มเม็ดเงินลงทุนมหาศาล ทั้งในด้านการวิจัย การสร้างโรงสกัด และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารสกัดกัญชา
แต่เมื่อนโยบายถูกนำมาเล่นแร่แปรธาตุเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง จากที่เคยถอดออกจากบัญชียาเสพติด กลับมีแนวคิดดึงกลับหรือออก พ.ร.บ. คุมเข้มขั้นสุด บริษัทเหล่านี้ต้องเผชิญกับ "ความเสี่ยงทางนโยบาย" ที่สร้างความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้ ผลประกอบการตลอด 2 ปีในส่วนของธุรกิจกัญชาแทบไม่ทำกำไร จนหลายบริษัทต้องประกาศพับแผนธุรกิจ ทิ้งหุ้น หรือชะลอการลงทุนออกไปอย่างไม่มีกำหนด บทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งชี้ชัดว่า ความผันผวนของพรรคการเมืองแกนนำทำให้นโยบายกัญชาเต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยงทางข้อกฎหมาย ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติจนย่อยยับ
กฎเหล็กใหม่ บีบรายย่อยสูญพันธุ์
สำหรับผู้ประกอบการร้านจำหน่ายกัญชา ที่ต้องการฝ่าด่านกติกาใหม่หลังใบอนุญาตเดิมสิ้นอายุลง การปรับตัวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนป้ายหน้าร้าน แต่คือการ "ยกเครื่องใหม่ทั้งระบบ" ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มหลักล้านบาท และมีเงื่อนไขที่เข้มงวดเพื่อสกัดกั้นการใช้เชิงสันทนาการอย่างเด็ดขาด จึงประเมินได้ว่าร้านกัญชากว่าครึ่งจากหมื่นแห่งในปัจจุบันจะต้องถูกบีบให้ปิดตัวลงโดยปริยาย ทิ้งไว้เพียงกลุ่มทุนหนาที่มีความพร้อมในการปรับตัวเป็นคลินิกเฉพาะทางเท่านั้น
ฮับลอบส่งออกกัญชาเถื่อน
ความล้มเหลวในการบริหารจัดการในช่วง "สุญญากาศทางกฎหมาย" ไม่เพียงสร้างบาดแผลในประเทศ แต่ยังลุกลามจนกลายเป็นปัญหาระดับชาติและอาชญากรรมข้ามชาติ สถิติจากกรมศุลกากร ระบุชัดว่า ภาวะกัญชาล้นตลาดและไร้การควบคุม ทำให้ไทยกลายเป็น "ฮับลักลอบส่งออกกัญชาเถื่อน"
ปีงบประมาณ 2568 มีการเปิด "ปฏิบัติการเจ้าพระยา" ร่วมกับกองกำลังรักษาชายแดนสหราชอาณาจักร เฉพาะช่วง 5 เดือนแรก (ตุลาคม 2567 – มีนาคม 2568) สามารถจับกุมได้สูงถึง 589 คดี ยึดของกลางได้รวม 7,957 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ากว่า 140 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพบว่ากัญชาจากไทยถูกลักลอบส่งไปยังประเทศญี่ปุ่นสูงถึง 1.5 ตัน ทำให้ไทยกลายเป็นประเทศต้นทางกัญชาเถื่อนอันดับ 2 ของญี่ปุ่น
เฉพาะปีงบประมาณ 2569 มีการจับกุมคดีส่งออกถึง 3,266 คดี ยึดของกลางได้ถล่มทลายถึง 37.2 ตัน ปลายทางลักลอบส่งออกไปยังสหราชอาณาจักรสูงถึง 65% มูลค่าความเสียหายในตลาดมืดพุ่งสูงกว่า 6,200 ล้านบาท นี่คือภาพสะท้อนของนโยบายที่ไร้มาตรการรองรับ ปล่อยปละละเลยจนสร้างความเสื่อมเสียให้แก่ประเทศในสายตาประชาคมโลก
ปรากฏการณ์อวสานสายกัญชา คือบทเรียนราคาแพงที่สะท้อนให้เห็นถึงความมักง่ายในการใช้นโยบายสาธารณะเป็นเครื่องมือหาเสียงและสร้างฐานอำนาจ เมื่อถึงคราวที่นโยบายสร้างปัญหาจนควบคุมไม่อยู่ รัฐบาลก็สับสวิตซ์เปลี่ยนทิศทางอย่างง่ายดาย แต่สำหรับประชาชนที่หลงกลนโยบายลวงกัญชาเสรีที่จบลงด้วยการบีบให้เหลือเพียงกัญชาทางการแพทย์ ต้องแบกภาระ "หนี้สิน" ก้มหน้ารับความฉิบหายไว้แต่เพียงผู้เดียว.

