ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันอังคาร (22 ก.ย.) ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะเปลี่ยนชื่อ AI (Artificial Intelligence) เป็น SI หรือ Super Intelligence ในการสื่อสารอย่างเป็นทางการ ในขณะที่ผู้นำทั่วโลกกำลังถกเถียงกันถึงวิธีการรับมือกับอันตรายของเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วนี้
AI กลายเป็นหัวข้อสำคัญในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ หลังเกิดเหตุการณ์ที่เทคโนโลยีนี้หลุดจากการควบคุมของมนุษย์ และมีคำเตือนจากคนวงในของบริษัทต่างๆ ที่ทำให้เกิดความตื่นตระหนกไปทั่วโลก และเรียกร้องให้รัฐบาลกำกับดูแลอุตสาหกรรมนี้ให้ดียิ่งขึ้น
ในการกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุม ทรัมป์ ยังคงยืนกรานในจุดยืนคัดค้านการควบคุม AI ขณะเดียวกันก็ให้เหตุผลว่าคำว่า "ปัญญาประดิษฐ์" นั้นดูด้อยค่าเทคโนโลยีนี้เกินไป และแสดงความหวังว่าประเทศอื่นๆ ทั่วโลกจะนำคำศัพท์ใหม่นี้ไปใช้
เขากล่าวว่า คำว่า Super Intelligence นั้น "ฟังดูดีกว่ามาก" และ "มีความแม่นยำมากกว่ามาก"
ความพยายามเปลี่ยนชื่อครั้งนี้เป็นครั้งล่าสุดจากหลายๆ ครั้งที่ ทรัมป์ ดำเนินการมาแล้วก่อนหน้านี้ โดยเมื่อปีที่แล้วเขาได้เปลี่ยนชื่ออ่าวเม็กซิโกเป็น "อ่าวอเมริกา" ผ่านคำสั่งบริหาร และในเดือน ส.ค. ได้เปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอเป็น "ทะเลสาบอเมริกา" ท่ามกลางข้อพิพาททางการค้ากับแคนาดา
ผู้นำสหรัฐฯ ยังเปรียบเทียบคำเตือนของผู้สนับสนุนความปลอดภัยของ AI กับคำเตือนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสาเหตุมาจากฝีมือมนุษย์และได้รับการยืนยันอย่างท่วมท้นจากชุมชนวิทยาศาสตร์
“สหรัฐอเมริกาปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงต่อความพยายามใดๆ ในการสร้างแผนการระดับโลกเพื่อควบคุมปัญญาประดิษฐ์” เขากล่าว
“เทคโนโลยีใหม่ที่สำคัญทุกอย่างนำมาซึ่งความท้าทาย และ Super Intelligence ก็ไม่มีข้อยกเว้น”
“คนกลุ่มเดียวกันกับที่เคยบอกว่า เราจะตายหมดภายใน 12 ปีเพราะภาวะโลกร้อน... ตอนนี้กลับมาบอกว่าปัญญาประดิษฐ์จะฆ่าเราทุกคน หุ่นยนต์จะโจมตีเรา และทุกอย่างจะกลายเป็นหายนะครั้งใหญ่”
ก่อนการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ผู้นำจากกว่า 20 ประเทศ ส่วนใหญ่เป็นประเทศในยุโรป เรียกร้องมาตรการความปลอดภัยที่มีผลผูกพันสำหรับ AI ขั้นสูง โดยเตือนว่าการพัฒนาเทคโนโลยีนี้อาจแซงหน้าความสามารถในการควบคุมมันได้
จีนและสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นมหาอำนาจด้าน AI ไม่ได้เห็นด้วยกับแนวคิดนี้
ที่มา: เอเอฟพี

