ศูนย์ข่าวศรีราชา - นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งคำถามถึงปัญหากลุ่มทุนสีเทาเข้ามาตั้งกิจการในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะระยองและชลบุรี หลังพบการร้องเรียนและตรวจสอบโรงงานรีไซเคิล แหล่งลักลอบฝังกลบกากอุตสาหกรรม และโกดังต้องสงสัยหลายแห่ง ชี้ปัญหาส่วนหนึ่งอาจมาจากช่องว่างของระบบอนุญาตและการตรวจสอบที่ยังไม่เชื่อมโยงกัน พร้อมเสนอ 7 ประเด็นที่ควรเร่งแก้ไข
“ดร.สนธิ คชวัฒน์” นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัจจุบันมีคำถามว่าเหตุใดโรงงานหรือกิจการขนาดใหญ่ที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับทุนสีเทา สามารถเข้ามาก่อสร้างในพื้นที่ได้ ขณะที่ภาครัฐมักรับทราบเมื่อเกิดการร้องเรียนหรือเรื่องกลายเป็นข่าว โดยในรอบปีที่ผ่านมา เครือข่ายภาคประชาสังคมและหน่วยงานรัฐได้ระบุพิกัดและเข้าตรวจสอบโรงงานรีไซเคิลที่ถูกกล่าวหาว่าผิดกฎหมาย แหล่งฝังกลบกากอุตสาหกรรม และโกดังต้องสงสัยในพื้นที่ภาคตะวันออกแล้วกว่า 20 แห่ง โดยมีการประเมินปริมาณกากอุตสาหกรรมและขยะอิเล็กทรอนิกส์รวมกันตั้งแต่ประมาณ 50,000 ถึง 100,000 ตัน
“หนึ่งในช่องโหว่สำคัญคือ การใช้บุคคลไทยหรือนิติบุคคลไทยเป็นตัวแทนถือหุ้น ซึ่งอาจทำให้การตรวจสอบผู้มีอำนาจควบคุมหรือแหล่งทุนที่แท้จริงทำได้ยาก หากโครงสร้างการถือหุ้นในเอกสารไม่สะท้อนผู้ควบคุมกิจการที่แท้จริง นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ถูกตั้งข้อสังเกตถึงการก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือแจ้งประเภทการใช้ประโยชน์เป็นโกดังหรือกิจการประเภทหนึ่ง แต่การดำเนินงานจริงอาจแตกต่างจากข้อมูลที่แจ้งไว้ จึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบหน้างานอย่างต่อเนื่อง”
ดร.สนธิ กล่าวอีกว่า อีกประเด็นคือการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ EEC ซึ่งมีเป้าหมายส่งเสริมการลงทุนและอุตสาหกรรม โดย ดร.สนธิ ตั้งข้อสังเกตว่าการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนควรดำเนินควบคู่ไปกับการตรวจสอบด้านผังเมือง สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้ช่องว่างของกระบวนการถูกใช้เป็นช่องทางหลีกเลี่ยงกฎหมาย
สำหรับ 7 ประเด็นที่ ดร.สนธิ ตั้งข้อสังเกต ประกอบด้วย 1.การใช้ “นอมินี” หรือผู้ถือหุ้นแทน 2.การก่อสร้างโดยไม่ขออนุญาต 3.การแจ้งประเภทธุรกิจไม่ตรงกับการดำเนินงานจริง 4.ช่องว่างในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ 5.ข้อกล่าวหาเรื่องการจ่ายผลประโยชน์ให้เจ้าหน้าที่เพื่ออำนวยความสะดวก 6.การทำงานแยกส่วนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ 7.การขาดระบบตรวจสอบเชิงรุกระหว่างการก่อสร้าง
ดร.สนธิ ระบุว่า ปัญหาสำคัญอยู่ที่ระบบอนุญาตและฐานข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังแยกออกจากกัน โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับผิดชอบด้านการอนุญาตก่อสร้าง ขณะที่หน่วยงานอุตสาหกรรมรับผิดชอบการกำกับโรงงานและใบอนุญาตประกอบกิจการ ทำให้การตรวจสอบข้อมูลตั้งแต่ระยะเริ่มก่อสร้างอาจไม่เชื่อมโยงกัน หากไม่มีการตรวจสอบพื้นที่เชิงรุก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจทราบถึงความผิดปกติเมื่อมีการติดตั้งเครื่องจักร เริ่มประกอบกิจการ หรือเมื่อประชาชนเข้าร้องเรียนแล้ว
ทั้งนี้ นักวิชาการเสนอว่าภาครัฐควรพัฒนาฐานข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงข้อมูลการถือครองที่ดิน การขออนุญาตก่อสร้าง ใบอนุญาตโรงงาน และประเภทกิจการเข้าด้วยกัน พร้อมเพิ่มการตรวจสอบตั้งแต่ระยะก่อสร้าง รวมถึงตรวจสอบผู้มีอำนาจควบคุมกิจการและเส้นทางเงินทุนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ก่อนที่กิจการจะเดินเครื่องและสร้างผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

