"บิ๊กโจ๊ก" เดินเกมยื้อคดีสินบนทอง ยื่นค้าน "อ.วิชา" ไม่เป็นกลาง ขณะที่คดีแจ้งบัญชีเท็จจ่อหมดอายุความคาใจ ป.ป.ช. หลังใช้เวลาไต่สวนนาน 5 ปี แต่ยังไม่คืบหน้า ส่ออุ้มพ้นผิด
บิ๊กโจ๊ก พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หัหพาล ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนให้สินบนทองคำ หนัก 246 บาท มูลค่าประมาณ15ล้านบาท แก่นายเอกวิชย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช เพื่อช่วยเหลือทางคดี ยื่นคัดค้านอาจารย์วิชา มหาคุณ ไม่เป็นกลาง
เนื่องจาก อาจารย์วิชา เป็น1ใน9 ที่ศาลฎีกาตั้งเป็นคณะกรรมการไต่สวนอิสระ ในคดีนายเอกวิทย์ตกเป็นผู้ต้องหาคดีรับสินบนทองคำ ส่วนสุรเชษฐ์ ถูกกล่าวหา เป็นคนให้สินบน
โดยเมื่อเร็วๆนี้คณะกรรมการมีมติฟ้อง เอกวิทย์ , สุรเชษฐ์ และพวกรวม4คน ส่งอัยการสูงสุด ฟ้องศาล ไปแล้ว จังหวะนี้ทางสุรเชษฐ์ได้ยื่นคัดค้านอาจารย์วิชาไม่เป็นกลาง เพื่อหวังดึงคดี ไม่ให้ไปถึงศาล ซึ่งเป็นเทคนิคที่สุรเชษฐใช้ประจำ
ขณะเดียวกันพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กำลังจะรอดคดีภายใต้การทำงานที่มีปัญหาเรื่องความเที่ยงตรงของ สำนักงาน ป.ป.ช. ก็คือคดียื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สินอันเป็นเท็จ ของสุรเชษฐ์หลังพ้นตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง เมื่อปี 2564
คดีนี้อยู่ในการพิจารณาของ ป.ป.ช. แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ แค่ตรวจสอบทรัพย์สินของข้าราชการคนเดียว ป.ป.ช. ยังไม่มีปัญญาสรุปคดีได้ จนคดีกำลังจะหมดอายุความในวันที่ 1 ต.ค. ที่จะถึงนี้
คดีกระจิบกระจอกแค่นี้ ใช้เวลานาน 5 ปี ยังทำไม่ทัน ปัญหาคงไม่ใช่เพราะ ป.ป.ช. ไม่มีความสามารถพอเป็นแน่แท้
แต่น่าจะเพราะ ป.ป.ช. เล่นพวก เหมือนที่มีข้อครหามาตลอด ว่า ป.ป.ช. นั้น เจ้าหน้าที่หลายคนทำงานแบบพลีกายถวายชีวืตให้บิ๊กโจ๊ก จนโดนย้าย โดนคดี 157 ไปแล้วมากมาย
บทกำหนดโทษกรณีจงใจไม่ยื่นบัญชี จงใจปกปิดหรือยื่นเท็จ ตามกฎหมาย ป.ป.ช. มีโทษตามมาตรา 167 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน
มีกรอบอายุความในการดำเนินคดีอาญาภายในกำหนด 5 ปี
หลักในการปฏิบัติงานของ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ในการนับอายุความ ถือวันที่ผู้ยื่นมีหน้าที่ยื่น ตัวอย่างเช่น กรณีมีหน้าที่ยื่น 1 ต.ค.2564 จะครบกำหนดอายุความ 5 ปี 1 ตุลาคม 2569
เมื่ิคณะกรรมการป.ป.ช. ทำสำนวนไม่ทันภายในกำหนด 5 ปี มีรายงานว่า ทาง ป.ป.ช. จะแก้ปัญหาคดีนี้หมดอายุความ ด้วยการต่ออายุการพิจารณาคดีไปอีก 90 วัน แต่ปัญหาก็คือ ที่ผ่านมา ป.ป.ช. ไม่เคยใช้วิธีการนี้มาก่อน และไม่แน่ว่ามีอำนาจทำได้หรือไม่
หากบิ๊กโจ๊กหลุดคดีนี้ละก็ มันจะส่งผลต่อเนื่องไปถึงคดีร่ำรวยผิดปกติของเขาด้วย แบบว่า ถ้าชนะคดีแสดงบัญชีทรัพย์สิน ก็จะชนะคดีร่ำรวยผิดปกติตามมา ตรงข้าม ถ้าแพ้คดีบัญชีทรัพย์สิน ก็จะแพ้คดีร่ำรวยผิดปกติเช่นกัน
ย้อนไปดูเส้นทางวิบากกรรมนี้ของบิ๊กโจ๊ก เขายื่นรายการครอบครองปืนถึง 200 กระบอก มูลค่าร่วม 200 ล้าน แต่กลับไม่มีที่มาที่ไปของเงินที่นำมาซื้อปืน
ด้วยการช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. จึงมีการแต่งนิยายให้บิ๊กโจ๊ก ได้เงินมาจากค่านายหน้าซื้อพระเครื่อง จากการแนะนำเซียนพระชื่อ เฮียอั๊ง เมืองชล ให้ไปซื้อพระเครื่องล็อตใหญ่จากอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดคนหนึ่ง
ปรากฏว่า อดีตผู้ว่าฯ ออกมาให้การเป็นพยานเอง ยืนยันว่าเคยขายพระเครื่องให้เฮียอั๊งแค่รายการเดียว มูลค่าหลักหมื่น ที่อ้างว่าซื้อขายพระหลายรายการ ยืดยาวเป็นหางว่าว คือ การอุปโลกน์ขึ้นมาทั้งดุ้น
ซึ่งการสืบสวนก็ทราบว่า ตัวการแต่งเรื่อง สร้างตัวละครขึ้นมา เพื่อหวังให้ปืน 200 กระบอก มีที่มาถูกต้อง ก็เป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.เอง
เจ้าหน้าที่แก๊งนี้ ทำงานกันเป็นขบวนการ มีคนแต่งโครงเรื่อง ส่งให้อีกคนตรวจความสมจริง และมีคนตรวจทาน ว่ารายได้ที่สร้างตัวเลขขึ้นมาดื้อๆ นั้น ต้องสอดรับพอดีกับราคาปืน
หลักฐานสำคัญที่ถูกจับโป๊ะได้ ก็คือภาพถ่ายเฮียอั๊ง เมืองชล กับกองเงินสดล้นตู้เซฟ ซึ่งเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. เขียนบทให้มีหลักฐานนี้ เพื่อความหนักแน่น
ปรากฏว่ามีพยานปากเอก ดอดแฉว่า เฮียอั๊งก็แค่เซียนพระกำมะลอ กองเงินเป็นตั้งๆ เหล่านั้น ไม่ใช่เงินของเฮียอั๊ง แต่เป็นบิ๊กโจ๊กเอง ที่ขนเงินจองตัว มาให้เฮียอั๊งจัดฉากถ่ายรูป เสร็จแล้วก็ขนกลับไป
เรื่องนี้ปรากฏเป็นข่าวฉาวโฉ่ รู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองแล้ว แต่ไม่น่าเชื่อ กระบวนการช่วยเหลือกัน ระหว่าง ป.ป.ช. กับบิ๊กโจ๊ก ไม่รู้จักจบสิ้นเสียที
แกล้งปล่อยให้คดีขาดอายุความกันดื้อๆ แบบไม่ต้องการเหตุผลและความเข้าใจใดๆ ป.ป.ช. ก็ยังจะกล้าทำ
เมื่อเชื่อมโยงไปถึงพฤติกรรมคดีสินบนทองคำ สังคมก็คงจะพอเดาได้ อะไรเป็นตัวขับเคลื่อน ป.ป.ช. ให้คอยแต่จะเป็นมวยล้มต้มคนดู แบบไม่แคร์เสียงโห่ไล่ข้างเวที

