ชื่อของ “ธนกร ถาวรชินโชติ” วันนี้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลัง กกต. มีมติเป็นเอกฉันท์ ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพความเป็นสว. ของเขา
“ธนกร” เป็น สว. กลุ่มที่ 6 กลุ่มอาชีพทำสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ และประมง โดยก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมือง เขาทำธุรกิจประมง และมีข้อมูลการแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช. ว่ามีทรัพย์สินประมาณ 22.2 ล้านบาท รวมถึงเรือประมง 4 ลำ
แต่เส้นทางจากนักธุรกิจประมง มาสู่เก้าอี้สว. กลับไม่ได้ราบเรียบ เพราะระหว่างที่ดำรงตำแหน่ง ได้เกิดคดีความขึ้นอย่างน้อย 2 เรื่อง ที่ต้องแยกออกจากกันให้ชัดเจน
เรื่องแรก คือคดีเก่าเกี่ยวกับการพนัน
กกต. ระบุว่า “ธนกร” เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลจังหวัดพัทยา ในคดีหมายเลขดำ ที่ 10664/2554 คดีหมายเลขแดง ที่ 10706/2554 ลงวันที่ 17 ธันวาคม 2554 ในความผิดฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ตามกฎหมายการพนัน
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่แค่การเคยมีคดีการพนัน แต่กฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. กำหนดลักษณะต้องห้ามสำหรับผู้สมัครที่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในความผิดเกี่ยวกับการพนันในฐานะเจ้ามือ หรือเจ้าสำนัก
กกต.จึงเห็นว่า “ธนกร” เข้าข่ายเป็นบุคคลที่ไม่มีสิทธิสมัคร แต่ยังสมัครรับเลือกเป็นสว.
และนี่เอง คือเหตุผลที่วันนี้ กกต. มีมติเอกฉันท์ ให้เดินเรื่องต่อ
กกต.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสมาชิกภาพความเป็น สว. ขณะเดียวกัน ก็ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือสิทธิเลือกตั้งและให้ดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายด้วย
และตรงนี้เป็นจุดที่เรื่องไม่ได้จบแค่ “พ้นจากตำแหน่ง”
เพราะ มาตรา 74 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา กำหนดไว้ค่อนข้างหนักว่า
ถ้าพิสูจน์ได้ว่า ผู้สมัครรู้อยู่แล้วว่าตัวเองไม่มีสิทธิสมัคร แต่ยังสมัครจะมีโทษ จำคุก 1–10 ปี ปรับ 20,000–200,000 บาท และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี
และถ้าคนนั้นได้รับเลือกเป็นสว.แล้ว ศาลยังมีอำนาจสั่งให้คืนเงินประจำตำแหน่ง และผลประโยชน์ตอบแทนอื่นที่ได้รับจากการดำรงตำแหน่งให้แก่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาด้วย
ดังนั้น สิ่งที่ กกต. ส่งวันนี้ จึงมีอยู่หลายชั้น
ชั้นแรก – สมาชิกภาพ สว. ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้วินิจฉัยว่า จะสิ้นสมาชิกภาพหรือไม่
ชั้นที่สอง — สิทธิทางการเมือง กกต. ส่งเรื่องให้ศาลฎีกา พิจารณาเรื่องเพิกถอนสิทธิสมัคร หรือสิทธิเลือกตั้ง
ชั้นที่สาม — คดีอาญา ถ้าข้อกล่าวหาตาม มาตรา 74 ถูกพิสูจน์ได้ว่า “รู้อยู่แล้วว่าตัวเองไม่มีสิทธิ แต่ยังสมัคร” โทษตามกฎหมาย คือ จำคุก 1–10 ปี ปรับ 20,000–200,000 บาท และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี
ชั้นที่สี่ — เงินที่ได้รับจากตำแหน่ง ถ้าเข้าหลักเกณฑ์ ศาลสามารถสั่งให้คืนเงินประจำตำแหน่ง และผลประโยชน์ตอบแทนที่ได้รับจากการเป็น สว.ได้ด้วย
แต่เรื่องของ “ธนกร” ยังมี อีกคดีหนึ่งที่ต้องจับตา และเป็นคนละเรื่องกับคดีการพนัน
นั่นคือ คดีลักทรัพย์จากผู้เสียชีวิตในอุบัติเหตุ!
เหตุเกิดกลางคืน วันที่ 31 พฤษภาคม 2564 ที่ อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ขณะนั้น “ธนกร” ยังทำธุรกิจประมง
ตามคำพิพากษาที่มีรายงาน ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา อ่านคำพิพากษา เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เห็นว่า “ธนกร”กับจำเลยอีกคน มีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเหตุฉกรรจ์ โดยเป็นการลักทรัพย์ในเวลากลางคืน และบริเวณที่เกิดอุบัติเหตุ
ศาลลงโทษเดิม 6 ปี แต่มีเหตุบรรเทาโทษ ลดหนึ่งในสาม เหลือจำคุกคนละ 4 ปี
คดีนี้เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของผู้ประสบอุบัติเหตุหลายรายการ โดยโจทก์เรียกร้องทรัพย์สิน หรือราคาแทนประมาณ 1.47 ล้านบาท แต่ศาลรับฟังว่า จำเลยทั้งสองเอาทรัพย์บางรายการไป ไม่ได้พิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินทั้งหมดตามที่กล่าวอ้างถูกเอาไปโดยจำเลย
หลังศาลชั้นต้นพิพากษา จำเลยทั้งสองยื่นประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ โดยศาลอนุญาต และกำหนดหลักประกันคนละ 100,000 บาท และวันนี้ถือว่า คดียังไม่ถึงที่สุด
ภาพรวมของ “ธนกร” วันนี้ จึงไม่ใช่แค่ว่า “ธนกรจะพ้นจากเก้าอี้สว.หรือไม่”
เพราะถ้าศาลเห็นว่าขาดคุณสมบัติตั้งแต่ตอนสมัคร และพิสูจน์ได้ด้วยว่าเจ้าตัวรู้อยู่แล้วว่าตัวเองไม่มีสิทธิ แต่ยังสมัคร ผลทางกฎหมายก็จะหนักหนาสาหัส
เพราะมาตรา 74 วางโทษไว้ ตั้งแต่ คุก 1–10 ปี ปรับ 20,000–200,000 บาท เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี และคืนเงินประจำตำแหน่ง กับผลประโยชน์ที่ได้รับจากการเป็นสว.
และอีกด้านหนึ่ง คดีลักทรัพย์ คุก 4 ปี ก็เป็นอีกคดีหนึ่งที่ต้องติดตามสถานะในชั้นอุทธรณ์ แยกต่างหาก
วันนี้“ธนกร” จึงไม่ได้กำลังเจอกับ “คดีเดียว” แต่อาจเป็นถึง 3 คดี คือ คดีที่ศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องสมาชิกภาพสว. และคดีที่ศาลฎีกา เรื่องเพิกถอนสิทธิสมัคร หรือ สิทธิเลือกตั้ง และคืนเงินที่ได้รับช่วงที่เป็นสว. และยังมีคดีเก่า ที่เป็นคดีลักทรัพย์ด้วย
ถ้าถามว่า “ธนกร” เป็น “สว.สายสีน้ำเงิน” หรือเปล่า ก็ไม่พบว่าเป็นสมาชิกหรือเป็นผู้สมัครของภูมิใจไทยมาก่อน
ส่วนพฤติกรรมการลงมติ ในช่วงที่เป็น สว. ซึ่งมีการลงมติ ร่าง แก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อเดือนตุลาคม 2568 เขาก็รับหลักการ ทั้งร่างของพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย
แต่อีกทางหนึ่ง มีข้อมูลว่าเขาเคยทำกิจกรรมร่วมกับ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ในช่วงที่เป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกล!

