xs
xsm
sm
md
lg

ซัดกันคนละหมัด! สื่อ US รวมตัวฟ้องศาล-ไม่รายงานข่าว 'ทรัมป์' ตอบโต้ผู้นำสหรัฐฯห้ามนักข่าวเข้าทำเนียบขาว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



บรรดาเครือข่ายสถานีโทรทัศน์เมื่อวันจันทร์(21ก.ย.) ทำการลุกฮืออย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยการคว่ำบาตรไม่รายงานข่าวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ โดยสิ้นเชิง ในความเคลื่อนไหวประท้วงผู้นำรายนี้ ต่อกรณีที่เขาสั่งห้ามสื่อมวลชนยักษ์ใหญ่ 3 แห่ง จากการทำข่าวในทำเนียบขาว

ขณะเดียวกัน CNN, MS NOW และ Politico ก็ได้ยื่นฟ้องต่อศาล หลังจากเมื่อวันศุกร์(18ก.ย.) ทรัมป์ ได้ออกคำสั่งแบนพวกเขาจากทำเนียบขาว ในขณะที่ผู้นำจากรีพับลิกันวัย 80 ปีรายนี้ ยกระดับเล่นงานสื่อมวลชนสหรัฐฯ ที่เขามีความขุ่นข้องหมองใจมาช้านาน

ผลจากความขัดแย้ง สถานีโทรทัศน์สหรัฐฯทั้งหลายพากันงดถ่ายทอดสด พิธีเปิดลานจอดเฮลิคอปเตอร์แห่งใหม่ของทำเนียบขาว ที่ ทรัมป์ เข้าร่วมงาน เช่นเดียวกับการเดินทางของทรัมป์ ไปร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาติในนิวยอร์ก

ในความเคลื่อนไหวที่ไม่พบเห็นกันบ่อยนัก สถานโทรทัศน์ชั้นนำของสหรัฐฯ 5 แห่งในวันจันทร์(21ก.ย.) เปิดเผยว่าจะระงับส่งทีมงานร่วมทำข่าวในระบบ White House press pool(ระบบกลุ่มผู้สื่อข่าวหมุนเวียนขนาดเล็ก ที่ทำหน้าที่ติดตามและรายงานความเคลื่อนไหวของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อนำข้อมูล ภาพถ่าย และวิดีโอที่ได้มาแชร์ต่อให้กับสำนักข่าวอื่น ๆ ทั่วโลก) เพื่อแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกับซีเอ็นเอ็น

ทั้งนี้ CNN มีคิวรับทำหน้าที่เป็นสถานีโทรทัศน์หลักของ White House TV pool ในวันจันทร์(21ก.ย.)

สถานีโทรทัศน์ ABC, CBS, CNN, Fox และ NBC ระบุในถ้อยแถลงที่เผยแพร่ในวันจันทร์(21ก.ย.) "มันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ถ้าประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นอิสระเกี่ยวกับรัฐบาลของตนเอง ไม่มีรัฐบาลไหนที่ควรจำกัดองค์กรสื่อหนึ่งใด เพียงเพราะไม่เห็นด้วยกับรายงานข่าว"

การแบนครั้งนี้จะเป็นบททดสอบวัดพลังกันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ระหว่างรัฐบาลทรัมป์กับสื่อมวลชน ในช่วงสัปดาห์ที่สำคัญยิ่ง ซึ่งประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน มีกำหนดเดินทางมาเยือนทำเนียบขาว

นอกจากนี้แล้วจะไม่มีการถ่ายทอดสดทางทีวี การประชุมระหว่างทรัมป์กับพวกผู้นำต่างชาติทั้งหลาย ณ เวทีประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในนิวยอร์ก ที่ได้รับการจับตาอย่างใกล้ชิดจากทั่วโลก

ขณะเดียวกันพิธีตัดริบบิ้นสำหรับพิธีเปิดลานจอดเฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่ที่ทำจากหินแกรนิต บริเวณสนามหญ้าฝั่งทิศใต้ มีเพียงการถ่ายทอดสดจากออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของทำเนียบขาวเท่านั้น และแทบไม่ได้ยินคำกล่าวปราศรัยใดๆของทรัมป์

องค์กรภาพข่าวหลายแห่งที่ทำงานในทำเนียบขาว ในนั้นรวมถึงเอเอฟพีตัดสินใจเลื่อนเผยแพร่ภาพถ่ายของทรัมป์ ณ พิธีเปิดลานจอดเฮลิคอปเตอร์ เพื่อแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกันกับ 3 องค์กรสื่อสารมวลชนที่ถูกแบน

อย่างไรก็ตามดูเหมือน ทรัมป์ ไม่ได้รู้สึกสำนึกผิดใดๆ ยังตราหน้าสื่อมวลชนเหล่านั้นว่าเป็นมะเร็งร้ายและเป็นภัยคุกคามความมั่นคงแห่งชาติ "ทำเนียบขาวไม่ได้กำลังโจมตีเสรีภาพสื่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง" ทรัมป์เขียนบนทรูธโซเชียล "ทำเนียบขาวโจมตีเฟคนิวส์ บางอย่างที่เติบโตราวกับมะเร็ง ในสหรัฐฯอเมริกาอันเป็นที่รักของเรา"

มาตรการแบนของทรัมป์นั้น เลยเถิดไปไกลเกินกว่าการเพิกถอนสิทธิ์การใช้พื้นที่สำนักงานของสื่อเหล่านั้น โดยพวกผู้สื่อข่าวจาก CNN, MS NOW และ Politico ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าไปยังพื้นที่ของทำเนียบขาวในวันเสาร์(19ก.ย.) และบัตรผ่านของพวกเขาถูกริบ

ในคำฟ้องที่ยื่นต่อศาล องค์กรข่าวทั้ง 3 แห่ง ร้องขอให้มีคำสั่งระงับการบังคับใช้มาตรการห้ามดังกล่าวเป็นการชั่วคราว บนพื้นฐานของการละเมิดบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกาฉบับที่ 1 ซึ่งเชิดชูสิทธิในเสรีภาพสื่อมวลชน และศาลมีกำหนดเปิดพิจารณาคดีรับฟังคำร้องดังกล่าวในวันพุธ(23ก.ย.)

คำแถลงอย่างกะทันหันของทรัมป์เกี่ยวกับการแบนผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวทั้ง 3 แห่งเมื่อวันศุกร์(18ก.ย.) สร้างความตกตะลึงแก่สื่อมวลชนทั้งหลาย เช่นเดียวกับพวกเจ้าหน้าที่หลายคนในรัฐบาลของเขาเอง ทั้งนี้ในถ้อยแถลงดังกล่าว ทรัมป์ ยังส่งเสียงเตือนไปยังสำนักข่าวอื่นๆว่าอาจต้องเผชิญชะตากรรมแบเดียวกัน แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นสื่อมวลชนแห่งไหน

มหาเศรษฐีอดีตดารารายการเรียลลิตี้ทีวีผู้นี้ โจมตีสื่อต่างๆที่ออกอากาศข่าววิพากษ์วิจารณ์การหาเสียงและการบริหารงานของเขามาช้านาน โดยกล่าวโจมตีสื่อเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็น "ศัตรูของประชาชน"

อย่างไรก็ตามการแบนครั้งนี้มีขึ้นในช่วงเวลาที่คะแนนนิยมของเขาแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ พรรครีพับลิกันของเขาเสี่ยงสูญเสียเสียงข้างมากในสภาคองเกรสในศึกเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายน ท่ามกลางสงครามอิหร่านที่ลากยาวไม่มีวี่แววจะถึงจุดจบ

(ที่มา:เอเอฟพี)