xs
xsm
sm
md
lg

‘บริษัทที่ลูกชายโดนัลด์ ทรัมป์หนุนหลัง’ ประกาศก้อง ต้องการผลิต‘หุ่นยนต์ทหาร’ ไม่ใช่แค่ ‘หุ่นยนต์กรรมกร’

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


ฟาวเดชั่น ฟิวเจอร์ อินดัสตรีส์  อิงค์ ก่อตั้งขึ้นในปี 2024 โดยมี อีริก ทรัมป์ บุตรชายคนที่ 2 ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รับตำแหน่งเป็นหัวหน้าที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ (chief strategy advisor)  ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ถูกนำไปใช้งานจริงแล้วประมาณ 10 ตัว
Forget robot workers, this company wants to build soldiers
Story by Sherry Qin, THE WALL STREET JOURNAL
14/09/2026

ปัจจุบัน โดรนและยานพาหนะไร้คนขับได้เข้าไปมีบทบาทในแนวหน้าของความขัดแย้งทางทหารแล้ว และ ฟาวเดชั่น ฟิวเจอร์ อินดัสตรีส์ (Foundation Future Industries) ก็ต้องการให้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (หุ่นยนต์ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์) ที่พร้อมสำหรับการรบก้าวเข้ามามีบทบาทเป็นลำดับถัดไป

กิจการระดับสตาร์ทอัปรายนี้ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก อีริก ทรัมป์ (Eric Trump บุตรคนที่ 3 แต่เป็นบุตรชายคนที่ 2 ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์) กำลังทำภารกิจสร้างหุ่นยนต์สำหรับงานอุตสาหกรรมหนักที่วันหนึ่งอาจถูกนำไปใช้ในสมรภูมิการสู้รบได้

สันเกต ปาธัค (Sankaet Pathak) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัทฟาวเดชั่น ซึ่งตั้งฐานการดำเนินงานอยู่ในซานฟรานซิสโก แจกแจงว่า เมื่อขีดความสามารถของหุ่นยนต์ในด้านการรับรู้, การใช้เหตุผล, และพฤติกรรมที่สามารถปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์, มีความแม่นยำเพียงพอ "แทนที่จะหย่อนระเบิดลงไปในอาคาร เราก็สามารถส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ให้เดินเข้าไปในอาคารและตรงไปยังเป้าหมายได้โดยตรง"

ฟาวเดชั่น ได้รับสัญญาจ้างมูลค่า 24 ล้านดอลลาร์จากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) เรียบร้อยแล้ว และกำลังอยู่ในระหว่างการทดสอบหุ่นยนต์ที่จะใช้สำหรับการรบร่วมกับกองทัพสหรัฐฯ

เวลานี้รัฐบาลหลายประเทศพากันให้ความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กับการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในด้านกลาโหม โดยที่สหรัฐฯเพิ่งกำหนดให้ถือ ระบบทางทหารแบบไร้คนขับ (unmanned military systems) เป็นหนึ่งในเรื่องทรงความสำคัญอันดับต้นๆ

กระนั้น ผู้เชี่ยวชาญหลายรายมีความเห็นว่าการนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มาใช้ในการสงครามในวงกว้าง อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี เนื่องจากเทคโนโลยีและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องยังจำเป็นต้องมีการวิวัฒนาการต่อไปอีก

ปาธัค กล่าวว่า ฟาวเดชั่น ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2024 ได้นำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ไปใช้งานจริงแล้วประมาณ 10 ตัว "เรานำหุ่นยนต์ไปใช้งานร่วมกับกองทัพอากาศแล้ว" เขากล่าว พร้อมเสริมว่า บริษัทยังมีการดำเนินโครงการนำร่องในยูเครน ซึ่งหุ่นยนต์ทำหน้าที่เคลื่อนย้ายสิ่งของต่างๆ นอกจากนี้ เขายังระบุว่า "เราได้นำหุ่นยนต์ไปใช้ในอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ โดยทำหน้าที่เก็บและนำสินค้าออกจากชั้นวาง"

"เวลานี้ เราให้เช่าหุ่นยนต์ในราคาตัวละ 100,000 ดอลลาร์ต่อปี" เขากล่าว

สำหรับหุ่นยนต์รุ่นเรือธงของบริษัทคือ แฟมทอม เอ็มเค-1 (Phantom MK-1) ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่มีขนาดเท่ามนุษย์ ที่สามารถแบกน้ำหนักได้ 40 กิโลกรัม ขณะนี้บริษัทกำลังพัฒนาหุ่นยนต์รุ่นที่สองที่ติดตั้งชิปประมวลผลจากบริษัทแอดแวนซ์ ไมโคร ดีไวส์ (Advanced Micro Devices หรือ AMD)

ในช่วงแรก ฟาวเดชั่น ฝึกหุ่นยนต์ให้ทำงานกลางแจ้งที่มีความเสี่ยงสูงเกินกว่าที่มนุษย์จะทำได้ บริษัทใช้ข้อมูลที่รวบรวมจากสภาพแวดล้อมทางอุตสาหกรรม เช่น คลังสินค้าและอู่ต่อเรือ จากนั้นก็ฝึกหุ่นยนต์สำหรับปฏิบัติการในพื้นที่สงคราม

"งานด้านการทหาร ถือเป็นหัวใจสำคัญของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสำหรับงานอุตสาหกรรมหนัก" ปาธัค กล่าว

โรงงานของบริษัทในซานฟรานซิสโกปัจจุบันสามารถผลิตหุ่นยนต์ได้ระหว่าง 300-500 ตัวต่อปี และบริษัทกำลังสร้างโรงงานอีกแห่งหนึ่งเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับความคืบหน้าของ ฟาวเดชั่น ในการบรรลุเป้าหมายที่เคยประกาศไว้ว่าจะผลิตหุ่นยนต์ให้ได้ 10,000 ตัวภายในสิ้นปี 2026 ปาธัค กล่าวยอมรับกลายๆ ว่าเป้าหมายหลายอย่างที่ตั้งเอาไว้ในตอนแรกนั้น "ทะเยอทะยานมาก"

"เรากำลังเตรียมพร้อมที่จะเริ่มผลิตหุ่นยนต์เหล่านี้ในปริมาณมากขึ้น" เขากล่าว พร้อมเสริมว่าขณะนี้หุ่นยนต์รุ่นแฟนทอม ใกล้จะมีความสามารถในการเรียนรู้งานใหม่ๆ ได้หลังจากมนุษย์สาธิตวิธีการทำงานให้ดูเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น

ทว่านั่นยังห่างไกลจากการเป็นหุ่นยนต์ที่ทำงานได้อย่างอัตโนมัติโดยแท้จริง ซึ่งต้องสามารถปฏิบัติงานต่อเนื่องเป็นเวลานานในสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่ไม่คุ้นเคย โดยแทบไม่ต้องพึ่งพาการแทรกแซงช่วยเหลือจากมนุษย์เลย

ปาธัค บอกว่า การจะไปถึงจุดนั้นได้ โมเดลพื้นฐานด้าน AI เชิงกายภาพ (physical AI Foundation model) จำเป็นต้อง "เข้าใจหลักฟิสิกส์, จลนศาสตร์, และพลศาสตร์ของโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างถ่องแท้"

รายงานการศึกษาวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้ฉบับหนึ่งของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้เน้นย้ำถึงความท้าทายทั้งในทางปฏิบัติและทางจริยธรรม เกี่ยวกับการนำหุ่นยนต์ไปใช้ในสนามรบ โดยระบุว่ายังคงมีข้อกังวลในประเด็นเรื่องความน่าเชื่อถือ, การไล่เรียงหาผู้รับผิดชอบในการกระทำความผิดพลาด, ต้นทุน, และความปลอดภัยทางไซเบอร์ ของพวกระบบที่ทำงานได้อย่างอัตโนมัติสูงๆ นอกจากนั้นประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานจริงของระบบเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ในระหว่างการประเมินผล

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีประเด็นความเสี่ยงจากการพึ่งพาอาศัยห่วงโซ่อุปทานด้านหุ่นยนต์ ที่ปัจจุบันถูกครอบงำโดยจีน

สหรัฐฯ กำลังลงแรงอย่างจริงจังเพื่อพลิกสถานการณ์ดังกล่าว เป็นต้นว่า เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้สั่งห้ามการนำเข้าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รุ่นใหม่ๆ แทบทั้งหมด โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการสร้าง "ห่วงโซ่อุปทานและฐานอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ที่เป็นอิสระและมีความยืดหยุ่น" อันเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญยิ่งยวดสำหรับ "การครองความได้เปรียบในสมรภูมิ"

ภายใต้กฎระเบียบใหม่นี้ จวบจนกระทั่งถึงปี 2028 หุ่นยนต์แต่ละตัวจะต้องทำขึ้นจากชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ เป็นสัดส่วนสูงกว่า 65% ของต้นทุนรวมของหุ่นยนต์ตัวนั้นๆ จึงจะไม่ถูกจัดเป็นสินค้าที่ผลิตในต่างประเทศ จากนั้นเมื่อถึงปี 2026 สัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 75%

ทาง ฟาวเดชั่น ซึ่งมีการจัดหาชิ้นส่วนบางอย่างมาจากจีน กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการปรับเปลี่ยน เพื่อให้เป็นไปตามกฎระเบียบดังกล่าว

ปาธัค ไม่คิดว่ามาตรการห้ามนำเข้าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการลดช่องว่างของห่วงโซ่อุปทาน เขาบอกว่า "ผมไม่คิดว่ามันจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ตามที่รัฐบาลคาดหวังไว้"

เขาเห็นว่า สิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนคือการเพิ่มการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ มิฉะนั้น สหรัฐฯ อาจต้องเผชิญกับ "ปัญหาแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และโดรนมาแล้ว"