อัยการสูงสุด เซ็นสั่งฟ้อง 4 แก๊งค้ายาข้ามชาติ เครือข่าย “แอร์มีนา” ขนเฮโรอีนซุกกระเป๋าผ้าช้าง หลัง“อัยการวัชรินทร์” สั่งแจ้งข้อหาเพิ่มเติม
จากกรณีตำรวจตรวจคนเข้าเมืองของออสเตรเลีย จับกุม น.ส.มีนา คอนโด่ะ (Meena Kondo) อายุ 26 ปี หลังตรวจพบเฮโรอีน 1 กิโลกรัมเศษ ซุกในกระเป๋าผ้าของที่ระลึกลายช้างมูลค่า 500,000 ดอลลาร์ที่ซุกไว้ในกระเป๋าเดินทาง ที่สนามบินเมลเบิร์นเมื่อวันที่ 25 มิ.ย.2569 จนตำรวจไทยมีการขยายผลจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มเติมได้จำนวน 3 ราย หลบหนี 1 ราย
ดร.วัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน กล่าวถึงความคืบหน้าใน เรื่องนี้ว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา นายอิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด ได้ลงนามคำสั่งฟ้อง นายอุทัย คณาภิวัฒน์ หรือ โจโจ้, นายนันทวัฒน์ ยิ่งพัฒนาวงศ์ หรือ นาถ และนายเอกวิทย์ ยงณิชกุล หรือ เอก,น.ส.จันทรา จะนุ หรือดา ผู้ต้องหาที่ 1-4
ในความผิดฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, ฐานสมคบโดยการตกลงกันแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและได้กระทำความเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้สมคบกัน, ร่วมกันจำหน่ายโดยมีไว้เพื่อจำหน่าย ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เฮโรอีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า เป็นการก่อการให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป, ร่วมกันส่งออก ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เฮโรอีน) โดยได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า เป็นการก่อการให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป, ฐานพยายามส่งออก ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เฮโรอีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า เป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และกระทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป และร่วมกันจำหน่ายโดยมีไว้เพื่อจำหน่าย ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เฮโรอีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า เป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และกระทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป
นอกจากนี้แล้วคำร้อง ยังขอให้ศาลสั่งริบเศษกระเป๋าผ้าลายช้างไทย จำนวน 7ใบ และโทรศัพท์มือถือถือ จำนวน 1 เครื่อง
เเต่ในส่วนความผิดฐานร่วมกันเพื่อที่จะช่วยเหลือผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลงทำให้เสียหาย ทำลายซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ ซึ่งพยานหลักฐานในการทำความผิด ให้พนักงานสอบสวนแยกสำนวนคดี และสอบสวนให้ได้ความว่า ผู้ต้องหาที่ 3 และผู้ต้องหาที่ 4 กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่ อย่างไร แล้วส่งสำนวนคดีนี้ไปให้พนักงานอัยการที่มีอำนาจ เพื่อพิจารณาและมีคำสั่งทางคดีต่อไป
โดยอัยการสูงสุดมอบหมายให้อัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด 9 ดำเนินดดีนี้จนถึงที่สุด
ดร.วัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน กล่าวต่อว่า สำหรับคดีนี้ได้ตั้งคณะทำงานอัยการเข้าไปร่วมสอบสวนในคดีนอกราชอาณาจักร โดยประชุมร่วมกันกับกองบัญชาการตำรวจปส.เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2569 ภายหลังประชุมเสร็จอัยการสอบสวนพบว่า ยังไม่มีการดำเนินคดีอีก 1 กรรมจึงให้พนักงานสอบสวน กองบัญชาการตำรวจปราบยาเสพติด(ปส.) และอัยการจากสำนักงานการสอบสวนเข้าไปที่เรือนจำเพื่อแจ้งข้อหา กรณีพยายามส่งออกฯ เพิ่มเติม และสรุปสำนวน ส่งอัยการสูงสุดกระทั่งอัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้องในวันนี้ ก่อนครบกำหนดฝากขัง โดยหลังจากนี้ อัยการสำนักงานคดียาเสพติด ก็จะเป็นผู้ยื่นฟ้อง ผู้ต้องหาต่อศาลอาญาต่อไป ตอนนี้มีผู้ต้องหา ที่จะถูกฟ้องทั้งสิ้น 3 ราย ส่วนผู้ต้องหาอีก 1 ราย คือน.ส.จันทรา หรือ "rose rose" อยู่ระหว่างหลบหนี หลังจากนี้จะขยายผลหาตัวผู้กระทำความผิดเพิ่มเติม เพื่อกวาดล้าง ขบวนการยาเสพติดข้ามชาติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับอัตราโทษที่อัยการสูงสุดสั่งฟ้อง ผู้ต้องหาในคดีนี้มีอัตราโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต

