'สนธิ' เปิดศึกยักษ์ต่างชาติกุมชะตาอีคอมเมิร์ซไทย มีกฎหมายแต่เป็นเสือกระดาษ 'ค่า GP-ผูกขาดขนส่ง' แฉ 'ข้าราชการไทยเทา' มีเอี่ยว ก่อนจวก 'ศุภจี' นิ่งดูดาย ถาม 'ไชยชนก' หรือไม่ ลั่นทวงกติกาเป็นธรรม-อธิปไตยการค้าคืนคนไทย
นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งเครือผู้จัดการ กล่าวในรายการ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" ว่า ผู้ประกอบการ SME พึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติสูงขึ้น ขณะที่แพลตฟอร์มไม่ได้เป็นเพียงช่องทางซื้อขาย แต่ยังมีอำนาจกำหนดกติกา ค่าธรรมเนียม การมองเห็นสินค้า ข้อมูล และระบบขนส่ง จึงเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานกำกับการแข่งขันบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง รวมถึงเสนอ 7 มาตรการ ตั้งแต่กำกับค่า GP และอัลกอริทึม ไปจนถึงเปิดเสรีบริการขนส่ง เพื่อเพิ่มทางเลือกในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย
◉ อีคอมเมิร์ซโต คนขายยิ่งพึ่งแพลตฟอร์ม
การค้าขายของคนไทยเปลี่ยนจากหน้าร้านเข้าสู่หน้าจอสมาร์ทโฟน จนอีคอมเมิร์ซกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจ ข้อมูลสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA ระบุว่า มูลค่าอีคอมเมิร์ซไทยอยู่ที่ 634,000 ล้านบาทในปี 2566 เพิ่มเป็น 694,000 ล้านบาทในปี 2567 และ 970,000 ล้านบาทในปี 2568 ส่วนปี 2569 คาดว่าอาจทะลุ 1 ล้านล้านบาท และในอีก 3-4 ปีอาจเพิ่มเป็น 1.8 ล้านล้านบาท
การลดต้นทุนจากหน้าร้านแลกมากับต้นทุนรูปแบบใหม่ คือ การต้องพึ่งพาแพลตฟอร์ม เมื่อผู้ซื้อจำนวนมากรวมอยู่ในแอป ผู้ขายจึงหลีกเลี่ยงได้ยาก ขณะที่ยอดขายไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้าหรือราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นกับอัลกอริทึมว่าจะทำให้สินค้าปรากฏต่อผู้บริโภคมากน้อยเพียงใด และจัดอันดับร้านไว้ในตำแหน่งใด
ข้อมูลการตลาดระบุว่า Shopee มีส่วนแบ่งตลาด 50% TikTok 32% และ Lazada 18% โดยมองว่า แม้ตลาดอีคอมเมิร์ซจะมีร้านค้าจำนวนมาก แต่ช่องทางเข้าสู่ผู้บริโภคกลับอยู่ภายใต้แพลตฟอร์มหลักเพียงไม่กี่ราย
◉ มีกฎหมาย แต่เป็นเพียง 'เสือกระดาษ'
ทั้งนี้ ประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ที่เกี่ยวข้องกับแนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม การผูกขาด การลดหรือจำกัดการแข่งขันของธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์ม มีเป้าหมายป้องกันการใช้อำนาจทางการค้าจากการถือครองข้อมูลและการควบคุมอัลกอริทึม รวมถึงกำกับความสัมพันธ์ระหว่างแพลตฟอร์ม ผู้ขาย ผู้ให้บริการขนส่ง และระบบชำระเงิน
นายสนธิวิจารณ์การบังคับใช้กฎหมาย และกล่าวว่ามีบุคคลในกลไกภาครัฐให้การสนับสนุนแพลตฟอร์มต่างชาติ
"กฎหมายมี แต่เป็นเพียงเสือกระดาษมีไปก็เท่านั้น เพราะแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ทุนต่างชาติเหล่านี้ไม่ได้ทำตาม ผมได้ยินมาว่าคนในคณะกรรมการของกระทรวงพาณิชย์ให้ท้าย หรือเป็นแบ็กให้แพลตฟอร์มต่างชาติ นี่คือไทยเทา ตอนนี้เรามีข้าราชการไทยเทาเพื่อแบ็กแพลตฟอร์มของต่างชาติ ให้กระทืบ SME ไทย" นายสนธิกล่าว
◉ สมรภูมิขนส่ง ยักษ์ใหญ่กุม บีบทางเลือกผู้ขาย
ด้านระบบโลจิสติกส์ กติกาการแข่งขันกำหนดให้ผู้ซื้อและผู้ขายมีสิทธิเลือกบริษัทขนส่งได้อย่างเสรี โดยแพลตฟอร์มไม่ควรบังคับให้ใช้บริษัทในเครือหรือผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง รวมถึงไม่ควรปิดกั้นขนส่งรายอื่น หรือใช้อัลกอริทึมเอื้อประโยชน์แก่ผู้ให้บริการบางราย
กรณี TikTok มีการระบุว่าระบบจัดสรรขนส่งอัตโนมัติส่งงานจำนวนมากไปยัง J&T Express ขณะที่ไปรษณีย์ไทยเหลือส่วนแบ่งประมาณ 5% หากขนส่งไทยและผู้ให้บริการรายอื่นเข้าถึงคำสั่งซื้อได้น้อยลง ย่อมกระทบการแข่งขันด้านราคาและบริการ รวมถึงลดทางเลือกของร้านค้าและผู้บริโภค
ขณะเดียวกัน TikTok ซึ่งอยู่ภายใต้ ByteDance ยังขยายการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในประเทศไทย โดยมีโครงการ Data Hosting และ Data Center ขนาดใหญ่สำหรับติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ จัดเก็บ และประมวลผลข้อมูล ทำให้บทบาทของแพลตฟอร์มไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดอีคอมเมิร์ซ แต่ขยายไปถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งยิ่งทำให้ประเด็นการกำกับการแข่งขันและการวางกติกาที่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการไทยมีความสำคัญมากขึ้น
ประเด็นจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าร้านค้าจะใช้บริษัทขนส่งรายใด แต่รวมถึงว่าแพลตฟอร์มที่มีบทบาททั้งด้านอีคอมเมิร์ซ ระบบขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จะถูกกำกับอย่างไรไม่ให้การควบคุมช่องทางดังกล่าวลดการแข่งขันหรือจำกัดทางเลือกของผู้ประกอบการรายอื่น
"สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการอย่างง่ายที่สุดคือ ขอให้เรามีทางเลือกบ้าง หากขนส่งรายหนึ่งราคาถูกกว่า บริการดีกว่า เข้าพื้นที่ได้ดีกว่า หรือมีเงื่อนไขเหมาะสมกับสินค้าของร้านมากกว่า ทำไมร้านค้าจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือก" นายสนธิกล่าว
◉ ค่า GP-อัลกอริทึม กติการ้านค้าแทบต่อรองไม่ได้
อำนาจในการกำหนดชะตาการขายของผู้ประกอบการกำลังเคลื่อนจากเจ้าของสินค้าไปอยู่กับผู้ควบคุมช่องทาง เพราะแพลตฟอร์มสามารถกำหนดค่า GP ค่าธรรมเนียมธุรกรรม ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม เงื่อนไขส่วนลด ระบบโฆษณา และการมองเห็นสินค้า ขณะที่ผู้ขายมีอำนาจต่อรองจำกัด เนื่องจากการออกจากแพลตฟอร์มอาจหมายถึงการสูญเสียช่องทางเข้าถึงลูกค้าจำนวนมาก
"อำนาจชี้เป็นชี้ตายไม่ได้อยู่ที่เจ้าของสินค้าไทยอีกต่อไป แต่อยู่ที่คนกลางคุมทางผ่าน แพลตฟอร์มจะขึ้นค่า GP ลดการมองเห็นร้านค้าเพื่อบังคับให้ซื้อโฆษณาเพิ่ม หรือเปลี่ยนกติกาก็ได้ ผู้ประกอบการไทยแทบไม่มีทางเลือก เพราะถ้าเดินออกจากแอป ก็เท่ากับปิดประตูอดตาย ไม่สามารถขายของได้" นายสนธิกล่าว
นอกจากนี้ แพลตฟอร์มบางรายยังสวมหมวกหลายใบ ทั้งเป็นเจ้าของพื้นที่ ผู้กำหนดกฎ ผู้เก็บค่าธรรมเนียม ผู้ควบคุมระบบโฆษณาและข้อมูลลูกค้า รวมถึงนำสินค้าของตนเองเข้ามาแข่งขันกับผู้ขายบนแพลตฟอร์ม โดยเปรียบเทียบกับเจ้าของตลาดที่รู้ว่าสินค้าร้านใดขายดี ก่อนนำสินค้าประเภทเดียวกันเข้ามาแข่งขัน และมีอำนาจกำหนดลำดับการมองเห็น
ผลกระทบจากโครงสร้างดังกล่าวมี 5 ด้าน ได้แก่ ผู้ประกอบการไทยสูญเสียอำนาจต่อรอง ข้อมูลผู้บริโภคและข้อมูลการค้าถูกถือครองโดยแพลตฟอร์ม ระบบโลจิสติกส์เสี่ยงถูกจำกัดการแข่งขัน รายได้และกำไรส่วนหนึ่งไหลออกนอกประเทศ และผู้บริโภคมีโอกาสเหลือทางเลือกน้อยลงหากคู่แข่งในตลาดลดจำนวนลง
◉ ถาม 'ศุภจี-ไชยชนก' คุมแพลตฟอร์มอย่างไร
นอกจากนี้ การวิจารณ์ยังพุ่งไปที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยกล่าวว่ารัฐบาลปล่อยให้ทุนขนาดใหญ่และทุนข้ามชาติมีอำนาจเหนือผู้ประกอบการรายย่อย และตั้งคำถามถึงบทบาทของรัฐในการกำกับการแข่งขัน
"นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นอกจากจะนิ่งดูดายต่อปัญหาเรื่องนี้แล้ว ยังปล่อยให้ต่างชาติเข้ามากระทบผู้ประกอบการไทยมากขึ้น ขณะที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) คุณเคยรู้หรือไม่ว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้กำลังมีอำนาจเหนือเศรษฐกิจไทย หรือมัวแต่ให้ความสำคัญกับโครงการ TH-AI Passport จนไม่ได้แก้ปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการไทยจากอำนาจของแพลตฟอร์ม" นายสนธิกล่าว
◉ 7 ข้อเสนอคืนกติกาเป็นธรรมให้ SME ไทย
ข้อเสนอสำคัญคือให้รัฐ "คืนกติกาที่เป็นธรรมให้คนไทย" โดยการวิจารณ์แพลตฟอร์มต่างชาติไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธเงินลงทุน เทคโนโลยี หรือนวัตกรรมจากต่างประเทศ แต่ไม่ควรปล่อยให้ทุนต่างชาติเป็นฝ่ายกำหนดกติกาทางเศรษฐกิจในประเทศไทยเพียงฝ่ายเดียว
1.คุมค่าธรรมเนียมและค่า GP ให้โปร่งใส ห้ามปรับขึ้นโดยไม่แจ้งล่วงหน้า และเสนอให้กำหนดเพดานค่า GP ไม่เกิน 20% 2.เปิดเสรีบริการขนส่ง ให้ผู้ซื้อและผู้ขายมีสิทธิเลือกบริษัทขนส่งได้เองอย่างเป็นธรรม ไม่บังคับใช้เฉพาะขนส่งที่แพลตฟอร์มกำหนด 3.ควบคุมการใช้อัลกอริทึม ตรวจสอบระบบจัดอันดับสินค้า และไม่ให้ลดการมองเห็นร้านค้าเพื่อบีบให้ซื้อโฆษณาอย่างไม่เป็นธรรม
4.ห้ามแพลตฟอร์มเอื้อสินค้าของตนเอง หรือใช้ข้อมูลของร้านค้าไปสร้างสินค้ามาแข่งขันกับผู้ขายบนแพลตฟอร์ม 5.คืนสิทธิข้อมูลให้ร้านค้า ให้ผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูลการขายของตนเองได้อย่างเหมาะสม รวมถึงมีช่องทางร้องเรียนและเยียวยาที่รวดเร็ว 6.กำกับการควบรวมกิจการ ป้องกันการซื้อหรือควบรวมที่ทำให้ผู้เล่นในตลาดลดลงและนำไปสู่การกระจุกตัวของอำนาจ และ 7.สร้างความโปร่งใสด้านภาษี ให้แพลตฟอร์มต่างชาติเสียภาษีอย่างถูกต้องและเหมาะสมกับรายได้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย
"สำคัญที่สุด ต้องบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าอย่างจริงจัง ต้องเลิกเอาใจทุนใหญ่ เราจะปล่อยอนาคตของ SME ไทยให้สิ้นหวัง และปล่อยให้ผู้บริโภคไทยถูกมัดมือชกแบบนี้ต่อไป หรือจะลุกขึ้นสู้เพื่อบังคับใช้กฎหมาย ต้องเอาอธิปไตยการค้าขายของไทยคืนมาให้คนไทย ให้คนตัวเล็กๆ ได้มีโอกาสเกิดและไม่ถูกรังแก" นายสนธิกล่าว

