เสียงแตก! "กรณ์" เสนอหั่นภาษีดีเซล 5 บาท แทนแจกเงิน 5 หมื่นล้านช่วยค่าครองชีพ รัฐบาลสวนกลับ ต้องดูแลคนไม่มีรถด้วย
เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับแนวทางช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน ภายหลังนายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้รัฐบาลลดภาษีน้ำมันดีเซลลิตรละ 5 บาท เพื่อให้ราคาหน้าปั๊มลดลงเหลือประมาณ 35 บาท พร้อมเสนอให้ใช้งบประมาณแทนการกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย” อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของอดีตรมว.คลังก็ถูกปัดตกเรียบร้อย เนื่องจากรัฐบาลระบุว่า การโยกเงินงบประมาณต้องประเมินทั้งวัตถุประสงค์ของงบประมาณ กลุ่มประชาชนที่จะได้รับประโยชน์ และภาระทางการคลัง ไม่ควรมองเฉพาะผลประโยชน์ของผู้ใช้น้ำมัน
ในเรื่องนี้ นายกรณ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่าหากรัฐบาลยอมลดภาษีนํ้ามันดีเซลลงสักลิตรละ 5 บาท ราคาน้ำมันหน้าปั๊มจะลดเหลือ 35 บาททันที เราใช้ดีเซลวันละประมาณ 67 ล้านลิตร เท่ากับรัฐจะเสียรายได้ไป 330 ล้านบาทต่อวัน หรือเดือนละ 10,000 ล้านบาท แทนที่จะกู้เพิ่มมาแจกโครงการไทยช่วยไทย 50,000 ล้านให้คนกลุ่มเดิม เราสามารถลดราคานํ้ามันได้ถึงเกือบครึ่งปี
นายกรณ์ ย้ำว่า การแจกผ่านไทยช่วยไทย ไม่ได้ทำให้ของถูกลง ไม่ได้ช่วยลดต้นทุนการผลิตให้ผู้ประกอบการ ไม่ได้ช่วยลดค่าขนส่งแต่อย่างใด เราอยู่ในยุคข้าวยากหมากแพง แต่ไม่มีคำตอบว่าเมื่ออีกสองเดือนผ่านไปรัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไรประสบการณ์ที่ผ่านมาค่อนข้างชัดว่า ไทยช่วยไทย พอแจกหมดประชาชนก็ต้องอยู่กับค่าครองชีพที่แพงขึ้นอยู่ดี รัฐบาลบอกเองว่า จำเป็นต้องมี ไทยช่วยไทย เพราะค่าครองชีพสูงขึ้นจากต้นทุนราคานํ้ามันที่สูงขึ้น ดังนั้นทำไมเราไม่ไปแก้ที่ต้นตอปัญหา
ขณะที่ น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไทยช่วยไทย พลัส ไม่ใช่กองทุนอุดหนุนราคาน้ำมัน แต่เป็นชุดมาตรการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 69 วงเงินรวมไม่เกิน 175,718.66 ล้านบาท ภายใต้กรอบเงินกู้ 200,000 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บรรเทาภาระค่าครองชีพ รักษากำลังซื้อของประชาชน และส่งรายได้ไปยังร้านค้ารายย่อย
น.ส.ลลิดา กล่าวว่า ต้องถามให้ครบว่า ถ้าเอาเงินที่เดิมตั้งใจช่วยค่าครองชีพประชาชนไปลดราคาดีเซล แล้วคนที่ไม่มีรถจะได้อะไร ผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย หรือประชาชนที่ใช้รถสาธารณะจะได้รับประโยชน์โดยตรงอย่างไร เพราะการลดราคาน้ำมันย่อมให้ประโยชน์โดยตรงตามปริมาณน้ำมันที่ใช้ คนที่เติมมากก็ได้ส่วนลดมาก ส่วนคนที่ไม่ได้เติมน้ำมันไม่ได้รับส่วนลดโดยตรง ทั้งนี้ การช่วยลดราคาดีเซลอาจเป็นหนึ่งในทางเลือก แต่ไม่ควรเริ่มจากการเห็นตัวเลขว่าเหลือเงิน 50,000 ล้านบาทแล้วสรุปว่าสามารถโยกมาใช้ได้ทันที และที่สำคัญ นโยบายค่าครองชีพต้องไม่ออกแบบโดยมองเฉพาะคนที่มีรถ เพราะประชาชนที่ไม่มีรถก็มีค่าครองชีพ และรัฐมีหน้าที่ดูแลเขาเช่นเดียวกัน

