ฉะเชิงเทรา – เจ้าของสุสานบางคล้าส่งรถแบคโฮเข้ารื้อทำลายบล็อกคอนกรีตที่เคยเตรียมไว้รองรับร่างผู้เสียชีวิตภายในเต็นท์สีฟ้าคู่ พร้อมปรับพื้นที่จนราบเรียบ ทุบกำแพงบังสายตาชั้นที่ 2 และลดระดับประตูรั้วด้านหน้า เปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านสามารถมองเห็นภายในได้อย่างชัดเจน ขณะที่ อบต.เสม็ดใต้ยืนยัน ไม่เคยอนุญาตให้ก่อสร้างสุสาน ส่วนจังหวัดยังอยู่ระหว่างสอบข้อเท็จจริงถึงที่มาของการอนุญาต
วันนี้ (18 ก.ย.) เวลา 17.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกิตติพงศ์ สีเหลือง นายก อบต.เสม็ดใต้ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ระหว่างเวลา 09.00–14.00 น. บริษัทกานชาบาด จำกัด ได้นำรถแบคโฮเข้าดำเนินการภายในพื้นที่สุสานยิวเดิม บ้านหนองโสน หมู่ 2 ต.เสม็ดใต้ เพื่อปรับพื้นที่โดยเกลี่ยเนินดินให้ราบเสมอกันทั้งแปลง
จากนั้นได้ขุดนำบล็อกคอนกรีตซึ่งเคยเตรียมไว้สำหรับรองรับร่างผู้เสียชีวิตภายในเต็นท์สีฟ้าคู่ ซึ่งถูกรื้อออกไปก่อนหน้านี้ ขึ้นมาทุบทำลายจนหมดสิ้น โดยมีเจ้าหน้าที่ อบต.เสม็ดใต้เข้าไปสังเกตการณ์ตลอดการดำเนินงาน
นอกจากการรื้อบล็อกคอนกรีตแล้ว ยังมีการทุบทำลายแนวกำแพงคอนกรีตด้านใน ซึ่งเดิมเป็นกำแพงบังสายตาชั้นที่ 2 พร้อมลดระดับกำแพงลงให้อยู่ในระดับสายตา เพื่อให้สามารถมองผ่านเข้าไปยังพื้นที่ด้านในได้ ขณะที่ประตูรั้วด้านหน้าก็มีการปรับลดระดับลงเช่นเดียวกัน
ส่งผลให้ปัจจุบันพื้นที่ด้านในสุสานสามารถมองเห็นได้จากภายนอก ไม่มีแนวกำแพงหรือสิ่งก่อสร้างบดบังสายตาเหมือนที่ผ่านมา การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปเพื่อสร้างความสบายใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งยังมีความกังวลว่าอาจมีการลักลอบนำร่างผู้เสียชีวิตกลับเข้ามาฝังใหม่ภายในพื้นที่อีก จึงมีการเคลียร์พื้นที่และเปิดมุมมองให้สามารถตรวจสอบได้จากภายนอก
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของจังหวัดฉะเชิงเทรา ยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่มาของการออกใบอนุญาตให้บริษัทเข้ามาดำเนินการจัดตั้งสุสานแห่งนี้ตั้งแต่แรก หลัง นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มีคำสั่งให้จังหวัดตรวจสอบข้อเท็จจริงภายใน 15 วัน โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือเอกสารการรับรองพื้นที่ของ อบต.เสม็ดใต้
นายกิตติพงศ์ชี้แจงว่า กรณีที่มีการรายงานว่า อบต.เสม็ดใต้เซ็นรับรองพื้นที่ว่า “ไม่ติดกับแหล่งน้ำสาธารณะ” นั้น ต้องแยกออกจากการอนุญาตจัดตั้งสุสาน โดยเมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2564 นายมีเดช (ตี๋) ได้มายื่นคำร้องขอให้ อบต.รับรองแนวเขตที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1515 ว่าไม่ได้ติดกับทางน้ำสาธารณะ เพื่อใช้ประกอบการซื้อขายที่ดิน
จากการตรวจสอบพบว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่ห่างจากลำคลองสาขาที่ไม่มีชื่อ ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างคลองบางไผ่ คลองสนามช้าง และคลองวังซุง ประมาณ 180 เมตรเศษ จึงสามารถรับรองได้ว่าโฉนดเลขที่ 1515 ไม่ได้ติดกับแหล่งน้ำสาธารณะ แต่การรับรองดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า อบต.อนุญาตให้ใช้พื้นที่ดังกล่าวจัดตั้งสุสาน
โดยเอกสารการรับรองยังมีข้อความกำกับไว้อย่างชัดเจนว่า “ใช้เพื่อการซื้อขายที่ดินเท่านั้น” เนื่องจากขณะนั้นกรรมสิทธิ์ที่ดินยังเป็นของนายมีเดช ซึ่งเป็นผู้ยื่นคำร้องขอรับรองแนวเขต และ อบต.ดำเนินการในลักษณะการให้บริการประชาชนตามปกติ
ส่วนข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดตั้งสุสานที่ต้องมีระยะห่างจากแหล่งน้ำสาธารณะไม่น้อยกว่า 400 เมตรนั้น เป็นเงื่อนไขอีกส่วนหนึ่งของการอนุญาตจัดตั้งสุสาน ซึ่งนายก อบต.เสม็ดใต้ยืนยันว่า อบต.ไม่ได้เป็นผู้อนุญาตให้ก่อสร้างสุสานแต่อย่างใด
สำหรับถนนที่อยู่ด้านหน้าพื้นที่สุสาน นายก อบต.เสม็ดใต้ยืนยันว่า เป็นถนนที่มีอยู่มาก่อนการเข้ามาจัดตั้งสุสานเป็นเวลานานกว่า 50 ปี โดยมีประวัติสร้างขึ้นประมาณปี 2518–2519 โดย นายประโยชน์ เนื่องจำนงค์ คหบดีชาว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี เพื่อให้ชาวบ้านใช้สัญจรเชื่อมระหว่างบ้านหนองโสน ต.เสม็ดใต้ ไปยังวัดเสม็ดเหนือ เดิมเป็นถนนลูกรังแดง
ต่อมาเมื่อมี อบต.เข้ามาบริหารพื้นที่ ได้มีการนำหินคลุกมาปรับปรุงพื้นผิวถนน และภายหลังมีการประสานสำนักงานทางหลวงชนบทเข้ามาปรับปรุงเป็นถนนลาดยางมาตรฐาน กว้างประมาณ 6 เมตร กระทั่งในปี 2563 อบต.เสม็ดใต้ได้รับงบประมาณเงินอุดหนุนเฉพาะกิจจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เพื่อซ่อมแซมถนนด้วยการลาดยางใหม่ และตรวจรับงานเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2563
ขณะที่สุสานแห่งนี้ได้รับอนุญาตจากฝ่ายปกครองเมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2564 จึงเป็นการยืนยันว่าถนนสายดังกล่าวมีอยู่ก่อนการเข้ามาจัดตั้งสุสาน และ อบต.เสม็ดใต้ไม่ได้ลงนามรับรองหรืออนุญาตให้มีการก่อสร้างสุสานแต่อย่างใด นายกิตติพงศ์กล่าว

