ท่ามกลางกระแสจับตาอย่างหนักจากสังคมต่อบิ๊กดีลหมื่นล้าน พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ นำทีมตั้งโต๊ะแถลงความคืบหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกต เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 โดยระบุชัดเจนว่าโครงการนี้ใช้งบประมาณจากภาษีประชาชนมูลค่าสูง จึงตั้งใจสื่อสารเพื่อคลายข้อกังขาในสังคม
ผบ.ทร. ย้ำว่าทะเลคือเส้นเลือดใหญ่ของชาติ การนำเข้าและส่งออกกว่า 90% ต้องพึ่งพาการขนส่งทางทะเล เรือฟริเกตจึงไม่ใช่แค่การซื้อยุทโธปกรณ์ใหม่ แต่เป็น "หัวใจหลัก" ในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ
ในการจัดหาครั้งนี้ กองทัพเรือได้กำหนดคุณลักษณะเรือที่ "สูงกว่ามาตรฐานทั่วไปเป็นอย่างมาก" โดย ผบ.ทร. การันตีว่าไม่ว่าบริษัทใดจะได้การจัดหาเรือฟริเกตไป เรือจะต้องมีสมรรถนะการรบขั้นสุดและคุ้มครองชีวิตกำลังพลได้จริง พร้อมกาง 5 กฎเหล็กในการคัดเลือก ได้แก่ 1. ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบราชการ 2. โปร่งใสตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน โดยมีผู้สังเกตการณ์จากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ร่วมติดตาม 3. เป็นธรรมแก่ผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย 4. คุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน และ 5. ประเทศชาติและอุตสาหกรรมในประเทศต้องได้รับผลประโยชน์ตอบแทนสูงสุด
ประเด็นร้อนเรื่องการ "ล็อกสเปก" หรือกีดกันคู่แข่ง ถูกปัดตก พล.ร.อ.ไพโรจน์ ยืนยันว่าทุกบริษัทลงสนามภายใต้กติกาและเงื่อนไขเดียวกันตั้งแต่ต้นอย่างเท่าเทียม การที่คณะกรรมการฯ ไม่อนุญาตให้บางบริษัทแก้ไขหรือยื่นเอกสารเพิ่มเติมหลังเปิดซองนั้น ไม่ใช่การกีดกัน แต่เป็นการรักษากติกาและรักษาสิทธิ์ของบริษัทที่เตรียมตัวมาถูกต้องครบถ้วน หากยอมให้แก้เอกสารนั่นต่างหากคือการทำลายความยุติธรรมและสร้างบรรทัดฐานที่ผิดกฎหมาย
ผบ.ทร. ยังเปรียบเปรยว่า การซื้อเรือรบก็เหมือน "การเลือกซื้อรถยนต์" ที่แต่ละคนอาจมองต่างมุม บางคนเน้นเครื่องยนต์ หรือบางคนเน้นความสะดวกสบาย แต่สำหรับทหารเรือที่คลุกคลีกับทะเลทั้งชีวิต ทราบดีว่าในยามเผชิญวิกฤต จุดใดคือหัวใจสำคัญของความอยู่รอด ทร. จึงไม่ได้เลือกจัดหาเรือที่มีแค่เรดาร์หรืออาวุธที่ดีที่สุดเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่มองภาพรวมทั้งระบบที่ทุกส่วนต้องเชื่อมโยงสมบูรณ์ มีความพร้อมรบสูง ซ่อมปรับปรุงระยะยาวได้ และประเทศต้องได้ผลตอบแทนทางเทคโนโลยีสูงสุด
เพื่อให้ภาพความโปร่งใสชัดเจนและมีมาตรฐานระดับสากล ข้อมูลจากคณะกรรมการจ้างและกรมยุทธการทหารเรือ เสริมว่า การประเมินครั้งนี้ใช้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ 16 นาย เรือใหม่ต้องพร้อมรบแบบ 3 มิติ (อากาศ-ผิวน้ำ-ใต้น้ำ) และมีโครงสร้าง Stealth โดยกระบวนการให้คะแนนได้ดึงเอาโมเดลการประเมินผลระบบอาวุธของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ มาปรับใช้ และกำหนดให้การสร้างเรือต้องเป็นไปตามมาตรฐานนาโต้ เพื่อรับประกันความปลอดภัยและประสิทธิภาพขั้นสูงสุด
อย่างไรก็ตาม แม้กองทัพเรือจะการันตีความโปร่งใส แต่มีรายงานว่า สมาคมอุตสาหกรรมเพื่อการป้องกันประเทศ (สอป.) ได้ยื่นหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 เพื่อขอให้เข้าตรวจสอบดีลจัดหาเรือฟริเกตมูลค่า 16,730 ล้านบาท ที่บริษัท Hanwha Ocean จากเกาหลีใต้เป็นผู้ชนะ
สอป. ออกตัวว่าไม่ได้คัดค้านการมีเรือรบ แต่ขอให้รัฐมองข้ามช็อตไปถึง "ความคุ้มค่าตลอดอายุใช้งาน 30-35 ปี" ไม่ใช่แค่ราคาจัดซื้อเริ่มต้น พร้อมตั้งคำถามถึงความเท่าเทียมในกระบวนการคัดเลือก 3 เดือนที่ผ่านมาว่าเปิดกว้างจริงหรือไม่ ไฮไลต์สำคัญคือการชำแหละตัวเลขผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (Offset) ที่พุ่งพรวดจากประมาณ 2,820 ล้านบาท เป็นราว 8,000 ล้านบาท ว่าใช้หลักเกณฑ์ใดคำนวณประเมิน และเม็ดเงินระดับนี้จะตกถึงมืออุตสาหกรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่
สอป. ยังระบุว่า ภาคเอกชนไทยต้องหลุดพ้นจากวงจร "รับจ้างประกอบ" หรือรับช่วงงานแค่บางส่วน แล้วเข้าไปมีส่วนร่วมในระบบหัวใจสำคัญอย่าง ระบบบริหารการรบ (CMS) และระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสร้างอุตสาหกรรมที่พึ่งพาตัวเองได้ ทลายกรอบระบบอุปถัมภ์ที่ไร้ขีดความสามารถจริง สอป. ยังเรียกร้องให้ใช้สัญญามูลค่ามหาศาลนี้ เป็นเครื่องมือต่อรองให้ Hanwha Ocean (อดีตบริษัท DSME) สางปัญหาที่ยังคาราคาซังของ "เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช" ให้เสร็จสิ้นและได้รับการยอมรับก่อนเดินหน้าโครงการใหม่.

