กรณี “ชยพล สท้อนดี” หรือ “กู๊ดดี้” สส. กทม. พรรคประชาชน ออกมาเปิดตัว “รัตนา บ่อถ้ำ” หรือ “น้อย” เจ้าหน้าที่ของพรรคภูมิใจไทย ว่ามีส่วนในคดี “ฮั้วสว.”
พร้อมเปิดหลักฐาน การโทรศัพท์ของ “รัตนา” ว่ามีการโทรหาสว.อย่างน้อย 19 คน รวมกว่า 62 ครั้ง ในช่วงเดือน มิ.ย.–ก.ค.67 ซึ่งเป็นช่วงที่คาบเกี่ยวกับการเลือก สว. และการเริ่มปฏิบัติหน้าที่ของ สว.
มีการตั้งข้อสังเกตว่า “รัตนา” ไม่น่าจะรู้จักผู้คนหลากหลายทั่วประเทศ แถมยังเป็นสว.อีกต่างหาก น่าจะเป็นการทำแทนคนที่เป็น สส.ของพรรค หรือกรรมการบริหารพรรค หรือไม่
เรื่องของ “รัตนา” จึงถูกมองว่าอาจเป็นจุดตั้งต้นที่สุ่มเสี่ยงที่สุดในทางกฎหมาย ซึ่งจะนำไปสู่การยุบพรรคภูมิใจไทย
“รัตนา” โทรหาใคร กี่ครั้ง ไม่สำคัญเท่ากับ โทรในเรื่องอะไร และโทรในฐานะใคร?
เพราะ “รัตนา”ไม่ได้เป็นแค่เจ้าหน้าที่พรรค แต่ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัวของ “ชลัฐ รัชกิจประการ” ซึ่งเป็นทั้ง สส.บัญชีรายชื่อ และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย
ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องงานทั่วไป หรือการติดต่อที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกสว. ก็แล้วไป
แต่ถ้ามีหลักฐานอื่นใด สามารถเชื่อมโยงได้ว่า การติดต่อเหล่านั้น เป็นส่วนหนึ่งของการประสานงาน เพื่อให้ผู้สมัครบางคนได้รับเลือก หรือทำให้บางคนไม่ได้รับเลือก เรื่องก็จะเข้าสู่กรอบกฎหมายเลือก สว.ทันที
โดยเฉพาะ มาตรา 76 ที่กำหนดข้อห้ามสำหรับกรรมการบริหารพรรค ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ให้กระทำการโดยวิธีใดๆ เพื่อช่วยเหลือผู้สมัครคนใดให้ได้รับเลือกเป็นสว. หรือทำให้ผู้สมัครคนใด ไม่ได้รับเลือก
การ “โทรศัพท์” ไม่ใช่ตัวความผิดโดยตัวมันเอง แต่อาจเป็นหลักฐานชิ้นหนึ่ง ที่นำไปสู่คำถามว่า มีการคุยอะไรกัน มีวัตถุประสงค์อะไร
แต่มันก็เป็นเรื่องยาก ที่จะหาหลักฐานมามัด อย่างเช่น มีข้อความ หรือเอกสารประกอบ มีพยานบุคคล มีการนัดหมายต่อเนื่องจากสายโทรศัพท์เหล่านั้น มีการเดินทางไปพบกัน มีเงินหรือผลประโยชน์เกี่ยวข้องหรือไม่ และ ที่สำคัญที่สุดคือ มีหลักฐานเชื่อมไปถึงนักการเมือง หรือกรรมการบริหารพรรคหรือไม่ ?
ถ้าหลักฐานหยุดอยู่เพียงว่า “เจ้าหน้าที่คนหนึ่ง โทรหาสว.หลายคน” เรื่องก็อาจจบอยู่ที่ตัวบุคคลนั้น ไม่เกี่ยวกับพรรค
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะหาข้อมูล หลักฐานได้ว่า “รัตนา” ทำผิดจริง และมีความเชื่อมโยงไปถึง สส. หรือกรรมการบริหารพรรค กระบวนการยุบพรรค ก็ต้องไปเริ่มต้นที่สำนักงานกกต. อยู่ดี
คือต้องไปยื่นคำร้องต่อ “นายทะเบียนพรรคการเมือง” ซึ่งขณะนี้ ก็คือ “แสวง บุญมี” เลขา กกต.นั่นเอง จากนั้นนายทะเบียน จะรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานก่อน ไม่ใช่ว่ามีใครร้องแล้วส่งศาลรัฐธรรมนูญทันที
ถ้านายทะเบียนฯ เห็นว่าไม่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ ก็ยุติ หรือยกคำร้องได้
แต่ถ้าเห็นว่า มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พรรคเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 92 ที่เกี่ยวกับการยุบพรรค ก็เสนอเรื่องให้ กกต. พิจารณา
กกต.จะเป็นด่านสำคัญ ก่อนถึงศาลรัฐธรรมนูญ ... ถ้าที่ประชุมกกต.ชุดใหญ่ เห็นด้วยกับความเห็นนายทะเบียน กกต. จึงมีมติ ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งยุบพรรค
ถ้า กกต.ไม่เห็นด้วย ก็ยกคำร้อง หรือยุติเรื่อง หรือถ้าเห็นว่าหลักฐานยังไม่ครบ ก็ส่งกลับไปสอบเพิ่มเติมได้
สุดท้าย พรรคจะถูกยุบหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
ลอกนึกภาพดู ถ้ามีการยี่นคำร้องยุบพรรค จะผ่านด่าน“แสวง” ไปได้หรือไม่ หรือถ้าผ่านได้ แล้วจะผ่านที่ประชุมใหญ่ ซึ่งมี กกต. สีน้ำเงินอยู่ถึง 5 ใน 7 คน หรือไม่...แค่นี้ก็ไม่ต้องคิดต่อในชั้นศาลรัฐธรรมนูญแล้ว
สุดท้ายการเปิดตัว เปิดบทบาท การทำหน้าที่ของ “รัตนา บ่อถ้ำ” แม้ผลทางกฎหมายจะริบหรี่ แต่อย่างน้อยก็มีผลทางการเมือง ให้สังคมเห็นว่า การเลือกสว. ครั้งนี้ เป็นไปด้วยความโปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรมหรือไม่!

