สตม.บุกทลายคฤหาสน์หรู มูลค่า 270 ล้าน ย่านบางบอน แหล่งกบดานแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงคนญี่ปุ่น รวบต่างด้าว "จีน-ญี่ปุ่น-ไต้หวัน-เมียนมา" 13 ราย คนไทยอีก 1 ราย ยึด
มือถือ 27 เครื่อง ชุดตำรวจญี่ปุ่น ตราโลโก้ สคริปต์ลวงเหยื่อยาเสพติดและโต๊ะโป๊กเกอร์
วันนี้ (17 ก.ย.) พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รอง ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.ศ. ช่วยราชการ สตม. สั่งการให้กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (บก.สส.สตม.) เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 42 ซอยเอกชัย 112 แขวงบางบอนเหนือ เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร ตามหมายค้นศาลอาญาธนบุรี ที่ ค228/2569 ลงวันที่ 16 กันยายน 2569
บ้านหลังดังกล่าวเป็นคฤหาสน์หรู พื้นที่ใช้สอยกว่า 2,515 ตารางเมตร มูลค่ากว่า 270 ล้านบาท โดยเจ้าหน้าที่สืบสวนพบข้อมูลว่าอาจถูกใช้เป็นแหล่งกบดานของกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงผู้เสียหายชาวญี่ปุ่น
จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบบุคคลต่างด้าวรวม 13 ราย แบ่งเป็นสัญชาติญี่ปุ่น 4 ราย จีน 4 ราย เมียนมา 2 ราย ไต้หวัน 2 ราย และบุคคลพื้นที่สูง 1 ราย รวมทั้งพบคนไทยอีก 1 ราย รวมทั้งหมด 14 ราย
นอกจากนี้ยังพบของกลางและพยานหลักฐานจำนวนมาก ประกอบด้วยเคตามีน คอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง แล็ปท็อป 2 เครื่อง แท็บเล็ต 4 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 27 เครื่อง Pocket WiFi 6 เครื่อง และโต๊ะทำงาน 8 ตัว ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่าอาจถูกใช้ในการกระทำความผิด
ที่น่าสนใจยังพบเครื่องแบบตำรวจญี่ปุ่น 3 ชุด บัตรประจำตัวตำรวจญี่ปุ่นพร้อมตรา 3 ชุด และเครื่องหมายตำรวจญี่ปุ่น 10 ชิ้น ซึ่งสอดคล้องกับพฤติการณ์ของกลุ่มผู้ต้องสงสัยที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและข่มขู่เหยื่อ
จากการสืบสวนพบว่า กลุ่มดังกล่าวมีพฤติการณ์หลอกลวงในลักษณะขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยรูปแบบหนึ่งจะอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ระบบขนส่งของประเทศญี่ปุ่น ติดต่อเหยื่อเพื่อขอข้อมูลส่วนตัว เช่น ที่อยู่ปัจจุบันและหมายเลขโทรศัพท์ ก่อนแจ้งว่าพบพัสดุผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเหยื่อ ทำให้เกิดความหวาดกลัว จากนั้นจะส่งต่อสายหรือแอบอ้างเป็นตำรวจญี่ปุ่นในเมืองฮอกไกโด ก่อนหลอกให้เหยื่อโอนเงิน
อีกรูปแบบเป็นการหลอกลวงเกี่ยวกับการรับฝากเงิน โดยอ้างว่าใบรับฝากเงินชั่วคราวหรือเงินที่เหยื่อทำธุรกรรมด้วยนั้นเกี่ยวข้องกับเงินที่ได้มาจากการกระทำผิดกฎหมาย และอ้างว่าเหยื่ออาจถูกตำรวจญี่ปุ่นดำเนินคดี ก่อนใช้ความกลัวและความกดดันข่มขู่เพื่อขูดรีดเงินจากผู้เสียหาย
เบื้องต้น สตม. ควบคุมตัวบุคคลทั้งหมดไว้ตรวจสอบ พร้อมดำเนินการตามกฎหมาย โดยในส่วนของคนต่างด้าวได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และประสานข้อมูลกับทางการญี่ปุ่น เพื่อขยายผลดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงเร่งให้ความช่วยเหลือผู้เสียหาย
พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. กล่าวว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังคงลักลอบเข้ามากระทำความผิดในประเทศไทยเป็นระยะ โดยภายหลังการจับกุมและดำเนินคดีในประเทศไทยแล้ว สตม.จะประสานข้อมูลกับประเทศต้นทาง เพื่อตรวจสอบและขยายผลความเชื่อมโยงไปยังกลุ่มบุคคลอื่น รวมถึงความผิดอื่นที่อาจเกี่ยวข้องต่อไป

