เจาะลึกปมสภา กทม. โหวตคว่ำงบ "รถขยะ EV" 6 พันล้านบาท "ชัชชาติ" โอดพลาดโอกาสลด PM 2.5 และประหยัดงบพลังงาน ขณะที่ฝ่ายค้านงัด 7 พิรุธ ซัดรัฐบริหารแบบ "ตีเช็คเปล่า" ไร้ TOR หวั่นล็อกสเปกเอื้อเอกชน
กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่า เมื่อสภา กทม. มีมติเสียงข้างมาก 27 ต่อ 19 โหวตคว่ำรายการงบประมาณโครงการเช่ารถเก็บขนมูลฝอยพลังงานไฟฟ้า (รถขยะ EV) จำนวน 1,347 คัน วงเงินรวมกว่า 6,038 ล้านบาท ในการประชุมสภาวิสามัญสมัยแรก เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ดับฝันโปรเจกต์เปลี่ยนผ่านสู่เมืองพลังงานสะอาดของผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ไปอย่างราบคาบสำหรับงบประมาณปี 2570 เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่การงัดข้อทางการเมืองทั่วไป แต่เต็มไปด้วยการตั้งคำถามถึงปมพิรุธ ความโปร่งใส และความล่าช้าที่หมักหมมมานาน
กทม.โต้กลับ: เสียดายโอกาสลดต้นทุน-ลดมลพิษ
ความเคลื่อนไหวล่าสุด ฝ่ายบริหาร กทม. นำโดยผู้ว่าฯ ชัชชาติ และนายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าฯ ออกมาตั้งโต๊ะแจงยิบเพื่อตอบโต้มติดังกล่าว โดยกางตัวเลขชี้ให้เห็นว่า หากโครงการนี้สะดุด กทม. จะพลาดโอกาสประหยัดงบประมาณด้านพลังงานได้ถึง 4,745 ล้านบาทตลอดสัญญา 5 ปี (ค่าไฟ 4 พันล้านบาท เทียบกับค่าน้ำมันดีเซล 8.7 พันล้านบาท) อีกทั้งยังช่วยลดการปล่อยฝุ่น PM2.5 และก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมหาศาล
ประเด็นสำคัญที่ กทม. พยายามขีดเส้นใต้คือ กระบวนการขณะนี้เป็นเพียงการ "ของบประมาณ" เพื่อกำหนดกรอบวงเงินเท่านั้น ยังไม่ใช่ขั้นตอนการทำร่างทีโออาร์ (TOR) สำหรับจัดซื้อจัดจ้างจริง โดยยืนยันความโปร่งใสว่าได้ดำเนินการตามคำแนะนำของ ป.ป.ช. ร่วมกับ 6 กระทรวง และเข้าสู่กระบวนการข้อตกลงคุณธรรมแล้ว ผลจากการถูกตัดงบครั้งนี้ ทำให้ กทม. ต้องจำใจกลับไปเช่ารถขยะดีเซลเก่าที่ปล่อยมลพิษต่อไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี
ฝ่ายค้านงัด 7 ปมพิรุธ: สกัดการ "ตีเช็คเปล่า"
ฟากสภา กทม. และนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน เปิดหน้าชนด้วยการชำแหละ 7 ปมพิรุธของโครงการนี้อย่างดุดัน โดยย้ำจุดยืนว่า สภา กทม. "สนับสนุนรถ EV แต่ไม่สามารถผ่านงบให้กับโครงการที่มีพฤติการณ์น่าสงสัยได้"
ข้อกล่าวหาฉกรรจ์ที่สุดคือ การที่ กทม. ขอให้สภาอนุมัติงบ 6 พันล้านบาท โดยที่ผู้ว่าฯ ประกาศกลางสภาว่า "ไม่มีร่าง TOR" ให้พิจารณา ทั้งที่เพิ่งไปสืบราคากับเอกชนมา สภาจึงมองว่านี่คือการบังคับให้สภา กทม. ตีเช็คเปล่าให้กับโครงการที่มีประวัติไม่โปร่งใส
ขมวดปมพิรุธ-ไล่ไทม์ไลน์ความล่มสลาย
เมื่อเจาะลึกไทม์ไลน์และรูปแบบการจัดจ้าง จะพบรากฐานของปัญหาความล่าช้าที่แท้จริง ดังนี้
• อาถรรพ์ 11 โครงการหมื่นล้าน: ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา สภา กทม. เคยโหวตผ่านงบเช่ารถขยะ EV ให้แล้วถึง 11 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท แต่ กทม. กลับไม่สามารถจัดซื้อได้แม้แต่โครงการเดียว เพราะทำผิดระเบียบ เขียน TOR ล็อกสเปก และถูกท้วงติงจนโครงการล่มคามือ
• พิรุธสัญญา 270 วัน: ย้อนไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีโครงการเช่ารถระยะสั้น 270 วัน ที่กำหนด TOR ให้ส่งมอบรถ 470 คัน ภายในเวลาเพียง 30 วัน ซึ่งในทางปฏิบัติแทบเป็นไปไม่ได้หากไม่ได้สั่งรถหัวลากจากจีนมารอไว้ก่อนหน้านั้น สุดท้ายมีเอกชนยื่นเสนอราคาเพียงรายเดียวจนนำมาสู่การตรวจสอบและยกเลิกโครงการ
• กลัวการทดลองใช้: สภา กทม. และ ป.ป.ช. เสนอให้นำรถมาทดลองวิ่งจริงในพื้นที่ 1-2 เดือนก่อนทำสัญญา เพื่อทดสอบว่าเมื่อบรรทุกขยะเต็มคัน รถยังวิ่งได้ตามระยะทางที่กำหนดหรือไม่ และระบบบดอัดมีปัญหาหรือไม่ แต่ กทม. กลับยืนกรานปฏิเสธการทดลองวิ่งก่อนเซ็นสัญญา
• ความย้อนแย้งเรื่อง "จ้างเหมา" VS "เช่ารถ": กทม. อ้างว่า อปท. อื่นๆ 13 จังหวัดก็ใช้รถขยะ EV แต่ฝ่ายค้านชี้ข้อเท็จจริงว่า อปท. เหล่านั้นใช้วิธี "จ้างเหมา (Outsource)" ซึ่งเอกชนต้องรับความเสี่ยงดูแลทั้งตัวรถ คนขับ และสถานีชาร์จ ตรงกันข้ามกับ กทม. ที่เลือกวิธี "เช่าเฉพาะรถ" แล้วเอาความเสี่ยงเรื่องบุคคลากรและการจัดการสถานีชาร์จมาแบกรับไว้เองทั้งหมด
• ปมสถานีชาร์จ 2 มาตรฐาน: ในโครงการรถน้ำ EV กทม. กำหนดให้เอกชนผู้ให้เช่าต้องทำที่ชาร์จด้วย แต่ในโครงการรถขยะ EV ผู้ว่าฯ กทม. กลับระบุว่าจะให้การไฟฟ้านครหลวงเป็นผู้ลงทุนทำที่ชาร์จเอง ซึ่งสภา กทม. กังวลว่าหากเกิดปัญหาแบตเตอรี่เสื่อมหรือไฟไหม้ จะเกิดการปัดความรับผิดชอบระหว่างเจ้าของรถกับเจ้าของสถานีชาร์จ
บทสรุปของมหากาพย์รถขยะ EV กทม. สะท้อนภาพชัดเจนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การต่อต้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาด แต่อยู่ที่ "ความเชื่อมั่น" ต่อความรัดกุมในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ตราบใดที่ฝ่ายบริหารยังไม่สามารถเคลียร์ข้อกังขาเรื่องการซ่อนรูปทีโออาร์ ไม่ยอมทดลองใช้รถจริง และไม่ยอมกระจายความเสี่ยงไปให้เอกชนผ่านระบบจ้างเหมาเบ็ดเสร็จ สภากทม. ก็ย่อมมีสิทธิเบรกงบก้อนมหึมานี้
งานนี้ กทม. ต้องกลับไปทำการบ้านมาใหม่ให้โปร่งใสและอุดรอยรั่วให้หมดจด เพราะผู้ที่ต้องรับผลกระทบจากการจัดการที่ล่าช้าตัวจริง ก็คือประชาชนที่ต้องทนสูดดมมลพิษจากรถดีเซลคันเก่าต่อไป และสู้ภัยปัญหาฝุ่น PM.2.5 ที่แก้ไม่ตก.

