ญี่ปุ่นเปิดข้อมูลครั้งแรก ต่างชาติถือครองอสังหาฯ พรึ่บ สหรัฐฯ ครองที่ดินมากสุด ขณะที่จีนเป็นเจ้าของอาคารอันดับหนึ่ง รัฐบาลเตรียมทบทวนนโยบายความมั่นคงของชาติ
วันนี้ (16 ก.ย. 69) สำนักข่าว NHK World ภาคภาษาไทยรายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกเกี่ยวกับที่ดินและอาคารของญี่ปุ่น ที่ถือครองโดยผู้ที่พำนักอาศัยอยู่ในต่างประเทศซึ่งนี่รวมถึงชาวญี่ปุ่น
ผลการสำรวจที่มีการเผยแพร่เมื่อวันอังคารที่ 15 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ราว 0.06% ของที่ดินที่จดทะเบียนในญี่ปุ่นนั้นถือครองโดยผู้ที่พำนักอาศัยอยู่ในต่างประเทศ และบริษัทในต่างประเทศ ในจำนวนนี้ ชาวสหรัฐฯ มีสัดส่วนใหญ่ที่สุดด้านการถือครองที่ดิน ที่ 27.2% ตามมาด้วยจีนที่ะ 22.5% และไต้หวันที่ 7.7%
.
ผลสำรวจแสดงให้เห็นด้วยว่า ราว 0.2% ของอาคารที่จดทะเบียนในญี่ปุ่นนั้น ถือครองโดยผู้ที่พำนักอาศัยอยู่ในต่างประเทศและบริษัทในต่างประเทศ โดย จีนนำหน้าด้านการถือครองอาคาร ที่ 44.2% ตามมาด้วยไต้หวันที่ 18.6% และสหรัฐฯ ที่ร้อยละ 11.3%
.
นอกจากนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นยังตรวจสอบข้อมูลการจดทะเบียนด้วยเพื่อระบุตัวผู้เป็นเจ้าของที่ดินและอาคารนั้น ๆ ผู้ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นชาวต่างชาติและบริษัทต่างชาติ โดยผลการสำรวจพบว่า บุคคลเหล่านี้ถือครอง 0.46% ของที่ดินจดทะเบียน และมากถึง 1.07% ของอาคารจดทะเบียน โดยรัฐบาลโตเกียววางแผนว่าจะใช้ผลการสำรวจนี้เป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับนโยบายต่าง ๆ ในอนาคตเกี่ยวกับชาวต่างชาติ
.
ก่อนหน้านี้จากการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างทางประชากร และเศรษฐกิจ รัฐบาลของนางทาคาอิจิ ซานาเอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และคณะทำงานของเธอระบุจุดยืนอย่างต่อเนื่องว่า "ที่ดินคือทรัพยากรของรัฐ" โดยเน้นย้ำในการแถลงนโยบายว่า การจัดระเบียบครั้งนี้ต้องแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างความมั่นคงของชาติ กับ การกีดกันคนต่างชาติ โดยจะ ขยายการบังคับใช้กฎหมายควบคุมพื้นที่มั่นคง, สกัดการกว้านซื้อเก็งกำไรอาคารชุด รวมถึง ยกระดับความโปร่งใสในการจดทะเบียน ผ่านการปรับปรุงขั้นตอนการตรวจสถานะผู้ซื้อ และการเปิดเผยตัวตนผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง เพื่อป้องกันการใช้นอมินีหรือนิติบุคคลบังหน้าในการถือครองกรรมสิทธิ์

