xs
xsm
sm
md
lg

2 คำถามตื้นๆ ที่สังคมขอคำตอบจาก กกต.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



มีคำถามอยู่ 2 ข้อ ที่สังคมยังข้องใจ และอยากได้คำตอบจาก “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธาน กกต. ในกรณีของ “เอกราช ช่างเหลา” อดีต สส.พรรคภูมิใจไทย หรือ พยานรหัส 16/26 ที่กลับคำให้การในคดีฮั้วเลือก สว.

คำถามแรกคือ… ถ้า “เอกราช” กลับคำให้การ แล้วทำไมถึงไม่ถือว่าเป็นการให้การเท็จ ?

เดิม “เอกราช” ไม่ได้เข้ามาในคดี ในฐานะพยานตั้งแต่แรก แต่เป็นคนที่ถูกกล่าวหา แล้วต่อมากกต. กันตัว เอกราชออกมาเป็นพยาน เพราะเห็นว่าข้อมูลของเขา อาจเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินคดีกับคนอื่น
ช่วงแรก “เอกราช” ให้ข้อมูลเรื่องราวเกี่ยวกับกระบวนการเลือกสว. ที่มีคนของพรรคภูมิใจไทย เข้าไปเกี่ยวข้อง
แต่ต่อมาเขากลับคำให้การ โดยบอกว่า ในช่วงเวลานั้นถูกกดดันให้ใส่ร้ายพรรคภูมิใจไทย
เมื่อคำให้การเปลี่ยนไป ประธาน กกต. จึงบอกว่า “พยานคนนี้ไม่น่าเชื่อถือ” และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ กกต. ไม่ส่งคนของพรรคภูมิใจไทย ไปศาล

ทีนี้คำถามง่ายๆ ของชาวบ้านก็คือ…ถ้าคำให้การครั้งหลังไม่ตรงกับครั้งแรก แล้ว กกต. รู้ได้อย่างไรว่า ครั้งไหนเป็นความจริง ?

เพราะการกลับคำให้การ ไม่ได้แปลว่า เป็นความผิดฐานให้การเท็จโดยอัตโนมัติ
ถ้าคนหนึ่งพูดวันนี้อย่างหนึ่ง พรุ่งนี้พูดอีกอย่างหนึ่ง เราพูดได้ว่า “คนนี้ไม่น่าเชื่อถือ” แต่ถ้าจะบอกว่า “คนนี้โกหก” ก็ต้องพิสูจน์ต่อว่า เขาโกหกตรงไหน และรู้อยู่แล้วว่าข้อความนั้นเป็นเท็จ

นี่เป็นเรื่องสำคัญ

นายเอกราช ช่างเหลา
กกต. อาจอธิบายว่า ยังไม่สามารถสรุปว่า “เอกราช” ให้การเท็จ เพียงแต่คำให้การของเขาขัดแย้งกัน จนไม่สามารถเอามาใช้ยืนยันความผิดของคนอื่นได้

แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ต้องตอบคำถามที่ 2 ต่อทันที

คือ… เมื่อ กกต. ไม่เชื่อคำให้การของ “เอกราช” แล้ว แล้วเขายังเป็นพยานอยู่หรือเปล่า?

และถ้า กกต. เห็นว่า เขาฝ่าฝืนเงื่อนไขของการถูกกันไว้เป็นพยาน ทำไมจึงไม่พิจารณาเอาเขากลับเข้าไปเป็นผู้ถูกกล่าวหาเหมือนเดิม แล้วส่งศาลพิจารณา ?

เพราะกฎหมายไม่ได้บอกว่า คนที่ถูกกันเป็นพยานแล้ว จะได้รับการคุ้มครองตลอดไป

ถ้าภายหลังพบว่า พยานให้ข้อมูลเท็จ หรือไม่ทำตามเงื่อนไขของการกันเป็นพยาน กฎหมายมีช่องให้การกันเป็นพยานสิ้นสุดลง และสามารถกลับมาดำเนินการกับคนคนนั้นได้


เพราะฉะนั้น ที่สังคมกำลังถาม ไม่ใช่ว่าต้องการจี้ให้เอาผิด “เอกราช” แต่ต้องการตำตอบว่า เรื่องนี้ กกต. ได้ตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนแล้วหรือยัง?!

ถ้าตรวจสอบแล้ว และพบว่า “เอกราช” ไม่ได้ให้การเท็จ เพียงแต่คำให้การสองครั้งไม่ตรงกัน ก็ควรอธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่า เพราะอะไร จึงยังคงสถานะพยานเอาไว้


แต่ถ้าตรวจสอบแล้วพบว่า คำให้การครั้งหนึ่งเป็นเท็จ และเข้าข่ายผิดเงื่อนไขการกันเป็นพยาน ก็ต้องตอบต่อว่า เหตุใด จึงไม่เพิกถอนสถานะพยาน และนำเขากลับเข้าสู่กระบวนการ ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา


นี่คือหัวใจของเรื่อง


เพราะวันนี้ กกต.ใช้เหตุผลว่า “พยานไม่น่าเชื่อถือ” เอามาเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจไม่ส่งคนอีกกลุ่มหนึ่งไปศาล

แต่ประชาชน ก็มีสิทธิถามกลับว่า…แล้วตัวพยานที่ กกต. บอกว่าไม่น่าเชื่อถือ เขาอยู่ตรงไหนของกระบวนการ?

ถ้าเขาพูดครั้งแรกเป็นความจริง คนที่ถูกเขาพาดพิง ก็ต้องมีคำตอบ

แต่ถ้าเขาพูดครั้งหลังเป็นความจริง แล้วคำให้การครั้งแรกเป็นเท็จ ก็ต้องมีคำตอบว่า แล้วใครจะรับผิดชอบ ต่อคำให้การเท็จนั้น

ถ้า กกต. ยังตอบไม่ได้ หรือไม่สนใจที่จะหาคำตอบ ว่า คำให้การครั้งไหนจริง หรือเท็จ เพียงแต่บอกว่า “พยานคนนี้ไม่น่าเชื่อถือ” คำถามก็ยังค้างใจสังคมอยู่เหมือนเดิมว่า… แล้วสถานะทางกฎหมายของคนที่ถูกกันมาเป็นพยานคนนี้ ตกลงจบอย่างไร?

นี่เป็นคำถามที่ กกต. ควรตอบให้ชัด เพราะไม่ได้ถามเพื่อจะตัดสินว่า “เอกราช” ผิดหรือไม่ผิด

แต่ถามถึง มาตรฐานเดียวกันของกระบวนการยุติธรรม

เมื่อคนหนึ่งถูกกล่าวหา แล้วถูกกันมาเป็นพยาน เข้าสู่กระบวนการด้วยสถานะหนึ่ง ...ต่อมาเมื่อคำให้การของเขาเปลี่ยนไป กกต.ก็บอกว่าเขาไม่น่าเชื่อถือ แล้วก็ปล่อยเลยตามเลย

ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนอยากรู้ ก็คือ …

หนึ่ง — กลับคำให้การแล้วถึงขั้นเป็นการให้การเท็จหรือไม่?

สอง — ถ้าไม่เชื่อเขาแล้ว เหตุใดจึงไม่พิจารณาสถานะของเขาใหม่ ว่าควรกลับไปเป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่ ?

สองคำถามนี้ ไม่ได้เป็นการบอกว่า “เอกราช” ผิด และไม่ได้เป็นการบอกว่า กกต. ต้องเอาผิดเขา

แต่เป็นคำถามว่า กกต.ใช้หลักเกณฑ์อะไร กับพยานคนนี้ และหลักเกณฑ์นั้นเดินไปจนสุดทางหรือยัง

เพราะถ้าคำตอบคือ “ไม่เชื่อพยาน” ก็ต้องอธิบายให้ได้ว่า ไม่เชื่อเพราะอะไร

แต่ถ้าคำตอบไปถึงขั้นว่า “พยานให้การเท็จ” เรื่องก็จะไปอีกขั้นหนึ่ง

และตรงกลางระหว่างสองเรื่องนี้ นี่แหละ คือสิ่งที่สังคมกำลังรอคำอธิบายจาก กกต.!