xs
xsm
sm
md
lg

พยานไม่น่าเชื่อถือ? แล้วหลักฐานอื่นล่ะ! กกต.ตัดทิ้งหมดเลยหรือ?!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



หลังจาก กกต.มีมติในคดีฮั้วสว.คำอธิบายของ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธานกกต. ที่ออกมาแถลงเอง และคำพูดที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ก็คือคำว่า “พยานไม่น่าเชื่อถือ!”

โดยเฉพาะพยาน รหัส 16/26 ซึ่งมีการเปิดเผยว่าเป็นนายเอกราช ช่างเหลา อดีตสมาชิก และอดีต สส.พรรคภูมิใจไทย
ประธาน กกต. อธิบายว่า พยานรายนี้มาให้ข้อมูลหลังเหตุการณ์ ประมาณ 1 ปี เคยอยู่พรรคภูมิใจไทย ก่อนถูกขับออก และต่อมาไปอยู่พรรคอื่น เคยถูกศาลพิพากษาลงโทษคดียักยอกทรัพย์
ที่สำคัญ พยานมีการกลับคำให้การ! ดังนั้น กกต. จึงเห็นว่า ต้องใช้ความระมัดระวังในการรับฟังคำให้การของพยานรายนี้
โอเค...เหตุผลเรื่องความน่าเชื่อถือของพยาน เป็นเหตุผลทางกฎหมายที่รับฟังได้

แต่คำถามใหญ่ที่สังคมค้างคาใจ คือ... “ถ้าพยานปากนี้ไม่น่าเชื่อถือ แล้วหลักฐานอื่นๆ ที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำพูดของเขาล่ะ?” กกต.เอาไปทิ้งไว้ที่ไหน ?

นี่คือจุดที่ต้องพิจารณา และแยกออกจากกันให้ชัด เพราะคดีนี้ไม่ได้มีเฉพาะคำให้การของพยาน

ในสำนวนที่ กกต. ระบุเอง ว่ามีผู้ร้อง 67 คน ผู้ถูกร้อง 427 คน และเอกสารในสำนวนคดีมากถึง 75,722 หน้า

ต้นทางของการไต่สวน ยังมาจากข้อมูลของ DSI ที่แจ้งต่อ กกต. ว่า พบพฤติการณ์เกี่ยวกับการจัดตั้งเครือข่ายผู้สมัคร การกำหนดค่าตอบแทน การนัดหมายเพื่อจัดทำโพย การจ่ายเงินมัดจำ และการเตรียมการเดินทางไปยังสถานที่เลือกสว.แบบเป็นหมู่คณะ อีกทั้งผลการเลือกในบางระดับสอดคล้องกับโพยที่จัดทำไว้
กกต.เองจึงเคยเห็นว่า ข้อมูลและพยานหลักฐานเหล่านี้ มีมูลเพียงพอที่จะตั้งคณะกรรมการไต่สวน

แต่เมื่อมาถึงชั้นวินิจฉัยข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง พรรคการเมือง กลับเกิดคำถามว่า หลักฐานเหล่านี้ถูกนำมาชั่งน้ำหนักอย่างไร ?

เพราะประธาน กกต.อธิบายว่า เหตุการณ์ที่อ้างว่าเกิดขึ้นที่พรรคภูมิใจไทยนั้น มีพยานหลักเพียงคนเดียว ที่ยืนยันว่าเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ไม่พบภาพถ่าย เอกสาร วัตถุพยาน หรือหลักฐานเกี่ยวกับโปรแกรมที่อ้างว่าถูกใช้ รวมทั้งไม่พบเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ
ส่วนโทรศัพท์ ที่มีการติดต่อกันนั้น ประธาน กกต.ก็อธิบายว่า การโทรศัพท์หากัน ไม่ได้หมายความว่า เรารู้ว่าเขาคุยกันเรื่องอะไร

ตรงนี้ ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจ และคนในสังคมก็ให้น้ำหนักในจุดนี้
เพราะถ้ามองในทางกฎหมายแบบเคร่งครัด กกต.อาจพูดถูก ว่า “การโทรศัพท์”ไม่ได้พิสูจน์เนื้อหาของการสนทนา

แต่ในทางการสืบสวน การโทรศัพท์ก็อาจเป็น “หลักฐานแวดล้อม”ได้ ถ้าเอาไปประกอบกับพฤติกรรมทางคดีที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็น การเดินทาง การพบปะ การติดต่อผู้ช่วย การรวมกลุ่ม การจัดทำโพย รายชื่อในโพย และ ผลการเลือกที่เกิดขึ้นภายหลัง
การโทรศัพท์ที่ว่า มันอาจมีน้ำหนักมากขึ้น เมื่อพิจารณาเป็น“ชุดพฤติการณ์”


นี่จึงเป็นคำถามสำคัญ ว่า กกต.กำลังพิจารณาหลักฐานแต่ละชิ้นแยกออกจากกัน หรือพิจารณาหลักฐานทั้งหมดเป็น “องค์รวม” เป็นภาพเดียวกัน?

เพราะสองวิธีนี้ ให้ผลแตกต่างกันมาก ถ้าคุณถามว่า “โทรศัพท์นี้พิสูจน์ได้ไหมว่าคุยเรื่องฮั้ว?” ... คำตอบอาจเป็น ไม่ได้
แต่ถ้าถามว่า “การโทรศัพท์ครั้งนี้ เมื่อประกอบกับการเดินทาง การพบปะ รายชื่อในโพย และผลการลงคะแนน มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือไม่?” คำตอบอาจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง!

อีกหลักฐานหนึ่ง ที่ถูกพูดถึงมากคือ “โพย” ... นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตว่า มีผู้สมัครสว.จำนวนมาก ที่ปรากฏชื่ออยู่ในโพย และมีการกล่าวถึงการรวมตัวเพื่อทำโพยในหลายพื้นที่ก่อนการเลือกระดับประเทศ ขณะที่ผลการลงคะแนนบางส่วน สอดคล้องกับโพยดังกล่าว

แต่ กกต.ไม่ได้ส่งผู้ที่มีชื่ออยู่ในโพยทั้งหมดไปศาล

ส่งเพียงบางส่วน โดยผู้ถูกส่งศาลทั้งหมด 77 คน ในจำนวนนี้เป็น สว.ปัจจุบัน 26 คน และผู้มีสิทธิเลือกสว.อีก 36 คน ขณะที่กรรมการบริหารพรรค สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่มีเลย!

นี่จึงเกิดคำถามว่า “โพย” ถูกมองว่าเป็นหลักฐานอะไร? เป็นเพียงกระดาษรายชื่อธรรมดา หรือเป็นหลักฐานที่สามารถสะท้อนการประสานงานระหว่างบุคคลจำนวนมาก !?

ถ้า กกต.เห็นว่า “โพย” ยังไม่สามารถพิสูจน์ว่า ใครเป็นคนจัดทำ ใครเป็นคนสั่ง และใครเป็นคนจ่ายเงิน ก็สามารถอธิบายได้
แต่สิ่งที่สังคมอยากได้รับการอธิบาย คือ กกต.ได้มีการตรวจสอบโพยแต่ละชุด หรือไม่ อย่างไร

เพราะถ้าโพยมีรายชื่อจำนวนมาก และผลการเลือกเกิดขึ้นสอดคล้องกันในลักษณะที่มีนัยสำคัญ คำถามก็ย่อมเกิดขึ้นว่า มันเป็นเพียง “ความบังเอิญ” หรือเป็น “หลักฐานแวดล้อมของการประสานงาน” กันแน่

ตรงนี้ กกต. ไม่ควรตอบด้วยความรู้สึกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรตอบด้วยวิธีการตรวจสอบของ กกต.เอง

อีกเรื่องที่น่าสนใจ คือ การพบปะหลังการเลือก สว.

ประธาน กกต. ก็ยอมรับว่ามีพยานกล่าวถึงการพบกัน ที่โรงแรมพูลแมน แต่บอกว่า ไม่มีรายละเอียดเพียงพอว่าไปทำอะไรกัน และไม่มีหลักฐานว่า การพบกันนั้นเกี่ยวข้องกับความผิดตามข้อกล่าวหา

คำถามจึงไม่ใช่ว่า “คนสองคนพบกันแล้วผิดหรือไม่?” แน่นอนว่า มันไม่ผิดอยู่แล้ว

แต่ที่สังคมข้องใจ คือ เมื่อการพบกันนั้นเกิดขึ้นหลังการเลือกสว. และมีบุคคลจำนวนมาก เกี่ยวข้องกับเครือข่ายที่ถูกกล่าวหา กกต.ได้ตรวจสอบต่อหรือไม่ว่า การพบกันนั้นมีวัตถุประสงค์อะไร ใครเป็นคนจัด ใครเข้าร่วม และ มีการสื่อสารเรื่องอะไร ใช่เรื่องการกำหนดตัวบุคคลที่จะเป็นประธาน รองประธาน วุฒิสภา หรือไม่

ถ้าตรวจสอบแล้วไม่พบ ก็ต้องอธิบายว่า ไม่พบเพราะอะไร

เหล่านี้ คือสิ่งที่ทำให้คำว่า “พยานไม่น่าเชื่อถือ” เพียงคำเดียว ไม่เพียงพอที่จะทำให้สังคมหายข้องใจกับการทำงานของ กกต.
เพราะต่อให้พยานคนหนึ่ง ไม่น่าเชื่อถือ ข้อเท็จจริงที่เป็นวัตถุพยาน ก็ยังคงอยู่ โทรศัพท์ยังอยู่ ข้อมูลการเดินทางยังอยู่

โพยยังอยู่ รายชื่อยังอยู่ ผลคะแนนยังอยู่ สถานที่ และช่วงเวลาการพบปะ ก็ยังตรวจสอบได้

สิ่งเหล่านี้ จึงไม่ควรถูกตัดทิ้งไปเสียทั้งหมด เพียงเพราะพยานคนหนึ่งกลับคำให้การ

นี่แหละที่ กกต.ควรตอบให้ละเอียดที่สุด!