วันนี้ (15 ก.ย. 2569) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงผลการพิจารณาสำนวนการไต่สวนการเลือกวุฒิสภา หรือคดีฮั้ว ส.ว. ว่า ตนได้เชิญฝ่ายกฎหมายของพรรคมาร่วมประชุม เพื่อวิเคราะห์แนวการวินิจฉัยของ กกต. ประกอบกับการดำเนินการดังกล่าวในวันข้างหน้า เบื้องต้นตนตั้งข้อสังเกตว่า กกต. ตัดสินใจส่งเรื่องให้ศาลฎีกา เพื่อดำเนินการกับบุคคลทั้งสิ้น 77 คน เป็นจำนวนที่น้อยกว่า ข้อสรุปของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ที่เสนอให้ดำเนินการกับบุคคล 229 คน ที่ครอบคลุมกลุ่มต่างๆ ที่มีความหลากหลายมากกว่านี้ โดยเฉพาะคณะกรรมการบริหารของพรรคการเมือง และยังเป็นจำนวนที่น้อยกว่าความเห็นของเลขาธิการ กกต. อีกด้วย
.
นอกจากนี้ การที่ประธาน กกต. อ้างถึงการตัดสินใจไม่ส่งบุคคลอีกหลายราย ที่ออกตัวว่าเป็นความเห็นส่วนตัว แต่เชื่อว่าเสียงข้างมากคงใช้เหตุผลในแนวทางเดียวกัน คือวิธีการพิจารณา พยายามจะเอาบรรทัดฐาน และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญามาเป็นหลัก ทั้งที่ความจริงอำนาจของ กกต. มีทั้งส่วนที่เป็นคดีอาญาและคดีเลือกตั้ง เมื่อประกอบกันแล้วไม่จำเป็นต้องมีการพิสูจน์โดยปราศจากข้อสงสัย แต่ดำเนินการ เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ที่เคยมีบรรทัดฐานที่ กกต. เคยดำเนินการ และศาลฎีกาเคยพิพากษาแล้วว่าอะไรที่เกินเลยไปกว่าการที่จะให้ผู้สมัครเลือก โดยดูจากประวัติการทำงาน ถือเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น ดังนั้นจะทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม
.
ที่สำคัญ พรรคการเมืองที่เข้าไปเกี่ยวข้อง น่าสังเกตว่า ประธาน กกต. แถลงว่ามี 7 ข้อกล่าวหา โดยข้อกล่าวหาที่ 1 เกี่ยวข้องโดยตรงกับพรรคการเมือง อาจจะเกี่ยวพันไปถึงข้อกล่าวหาที่ 2 คือผู้ที่ยินยอมให้พรรคการเมืองเข้าไปช่วยเหลือ โดยพูดถึงเฉพาะการพาดพิงของพยาน ซึ่งความจริงแล้วการพิจารณาข้อกล่าวหาที่ 1 ถึง 7 ต้องดูภาพรวมด้วย และปรากฏชัดเจนว่าเมื่อลงไปพิจารณาข้อหาที่ 3 ถึง7 ถึงขั้นตัดสินที่จะส่งศาลฎีกา 77 คน มีพฤติกรรมที่มีลักษณะเป็นขบวนการอย่างชัดเจน มากกว่าเป็นความผิดรายบุคคล ยิ่งกว่านั้น ที่ กกต. ใช้คำว่า “ผู้อื่น” ที่มีการยื่นศาลฯ ไปหลายคน เป็นบุคลากรของพรรคการเมืองพรรคเดียวกันหมด และการดำเนินการที่เป็นที่มาของการตัดสินในข้อหาที่ 3 ถึง 7 เป็นพฤติกรรมที่มีความคล้ายคลึงกันเป็นระบบ แต่ กกต. ไม่ได้นำประเด็นเหล่านี้มาพิจารณาว่า แล้วผู้วางแผนให้เป็นไปตามขบวนการแบบนี้น่าจะเป็นใคร
.
ส่วนการที่ กกต. ไปให้น้ำหนักกับเรื่องของพยานที่กลับคำให้การ โดยจะมีคำอธิบายที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริง และทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับกระบวนการทำงานของ กกต. คือ คำให้การของพยานที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพรรคภูมิใจไทย เพราะถูกขับออกและไปอยู่พรรคกล้าธรรม โดยใช้คำว่า “ซึ่งขัดแย้งกับพรรคภูมิใจไทย” ทั้งที่ความจริงแล้ว พรรคกล้าธรรมและพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ขัดแย้งกันถึงขนาดนั้น อีกทั้งระบุว่าพยานคนนี้มาให้การครั้งแรกช่วงเดือน พ.ค. 2569 ถ้ามีความเชื่อว่าการมากลับคำให้การทีหลังเป็นเพราะเกิดการข่มขู่ น่าจะเกี่ยวข้องกับอำนาจทางการเมือง ตนขอตั้งข้อสังเกตว่าในเดือน พ.ค. 2569 พรรคภูมิใจไทยก็เป็นรัฐบาลอยู่ แสดงว่าความจริงพยานมีเหตุอันควรจะกลัวพรรคภูมิใจไทยด้วยซ้ำ แต่กลับมาให้การในลักษณะที่พาดพิงไปถึงบุคคลต่างๆ
.
ดังนั้นจะพิจารณาเพียงแค่พยานก็คงไม่พอ แต่ควรพิจารณาประกอบเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นด้วยว่าสอดรับกับคำให้การของพยานหรือไม่ และการกลับคำให้การโดยทำเป็นหนังสือแต่ไม่มีรายละเอียดว่า “ชายไม่ปรากฏนาม” ที่ข่มขู่นั้นเป็นใคร อย่างไร เมื่อไหร่ ซึ่งทำให้เกิดคำถามในเชิงข้อกฎหมาย เพราะพยานคนนี้เดิมเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ แต่เมื่อให้การอันเป็นประโยชน์ ก็ถูกกันออกมาเป็นพยาน เมื่อเจ้าตัวมาบอกว่าสิ่งที่พูดไว้เป็นเท็จ เหตุใด กกต. ไม่มีการดำเนินคดี เพราะการให้การเท็จ หรือการกล่าวหากลั่นแกล้งผู้อื่น ที่เกี่ยวกับขบวนการเลือกตั้งถือเป็นความผิด และเมื่อถูกกันมาเป็นพยาน ด้วยเหตุการให้ข้อมูลครั้งแรก แต่เมื่อข้อมูลนั้นเป็นเท็จ ทำไมสถานะไม่ถูกกลับมาเป็นผู้ถูกกล่าวหา และถูกดำเนินการ แต่กลับกลายเป็นว่า กกต. หรืออนุกรรมการฯ พร้อมที่จะรับฟังอันนี้ โดยที่เจ้าตัวไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย ถือว่าเป็นข้อพิรุธที่เกี่ยวข้องกับทั้งคำให้การและการทำงานของ กกต.
.
"ดังนั้นสิ่งที่เราเรียกร้อง คือต้องการให้ กกต. เปิดคำวินิจฉัยส่วนบุคคลพร้อมเหตุผลอย่างละเอียด ให้เห็นว่าแต่ละท่านมีเหตุผลอะไรมารองรับในส่วนของคำวินิจฉัยของตน และจากการวิเคราะห์ดูรายชื่อต่างๆ จะสังเกตเห็นว่า บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองที่ถูกดำเนินการในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่ได้ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับกรรมการบริหารพรรค และอาจจะเป็นเพราะหลายคนที่ปัจจุบันไม่มีสถานะเป็นอะไร แต่กรณีของส.ส. ที่โดน ตนตั้งข้อสังเกตว่าระหว่างที่เกิดเหตุน่าจะดำรงตำแหน่งเป็นเลขาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งก็คือนายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
.
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เมื่อมีการชี้ว่ามีการกระทำผิดตามกฎหมายมาตรา 77 ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา หมายความว่าคดีที่อยู่ในกลุ่มสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ต้องเดินต่อเนื่อง จากมีการตัดสินใจส่งให้อัยการดำเนินการฟ้องผู้ต้องหา 8 คน โดยอัยการมีหนังสือตอบมา 2 ประเด็น คือ ทำไมมีผู้ต้องหา 8 ราย ในเมื่อผู้ที่เกี่ยวข้องมีเป็นร้อยราย และความผิดที่ดีเอสไอดำเนินการเรื่องอั้งยี่และฟอกเงิน เป็นความผิดที่เกี่ยวพันกับความผิดการเลือกตั้ง เหมือนกับรอฟัง กกต. ก่อนว่าตกลงจะมีการทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่ เมื่อ กกต. วินิจฉัยแล้วว่ามี ทางดีเอสไอต้องดำเนินการสอบสวน และขยายความผิดเพิ่มเติมตามที่อัยการบอกมา
.
นอกจากนี้ ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวออกมาเป็นระยะว่ามีความพยายามที่จะโยกย้ายผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำสำนวนในคดีนี้ เพื่อให้พ้นจากความรับผิดชอบ เป็นสิ่งที่เราจะจับตาดูและเรียกร้องว่า รัฐบาลไม่ควรเข้าไปแทรกแซงการดำเนินการของดีเอสไอในคดีนี้ และเมื่อมีการส่งสำนวนตามที่วินิจฉัยไปที่ศาลฎีกา โดยจะดำเนินการตามระบบไต่สวน ซึ่งกฎหมายบอกให้ศาลยึดถือเรื่องของสำนวนการไต่สวนเป็นหลัก ดังนั้นขอเรียกร้องให้ กกต. ส่งข้อมูลที่ได้ในการไต่สวนให้ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 และเมื่อศาลมีการไต่สวนพิจารณาจนความปรากฏว่า มีข้อเท็จจริงที่พัวพันไปถึงคนอื่น นอกจาก 77 คน เราจะถือว่าจะเกิดความปรากฏแก่ กกต. อีกครั้งว่ามีผู้กระทำความผิดในเรื่องนี้มากขึ้น จึงขอเรียกร้องให้ กกต. ดำเนินการ ไม่อาจที่จะมาตัดจบว่าเรื่องนี้จบแล้ว และมีเพียง 77 คน
.
"เราทราบว่ามีผู้เสียหายที่ต้องการจะดำเนินการทางกฎหมายกับ กกต. ไม่ว่าจะเป็นความผิดตามมาตรา 69 ของกฎหมาย กกต. ประมวลวิอาญามาตรา 157 กฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 172 ซึ่งขณะนี้มีผู้เสียหายได้ติดต่อกับพรรคมาแล้ว เพื่อขอความช่วยเหลือในเรื่องกฎหมาย โดยตนได้มอบหมายให้คณะกรรมการกฎหมายของพรรคมาช่วยดำเนินการอย่างเต็มที่" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
.
นอกจากนี้ ทราบว่ายังมีช่องทางอื่นที่จะมีการดำเนินการโดยผู้เสียหายทั้ง ส.ว. สำรอง และผู้สมัครในระดับต่างๆ ที่อาจจะหาช่องทางอื่นในการเรียกร้องความยุติธรรมจากกระบวนการยุติธรรม เช่น การยื่นต่อศาลฎีกา ซึ่งคล้ายกับคดีที่เกิดขึ้นกับอำนาจเจริญก่อนหน้านี้ และยื่นคำร้องตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ ทั้งเรื่องการละเมิดสิทธิเสรีภาพจากการเลือกตั้งที่ไม่ชอบ การใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครอง ทำให้กระบวนการและระบบของรัฐธรรมนูญไม่สามารถทำงานได้ตามเจตนารมณ์ รวมถึงช่องทางอื่นๆ ที่อาจจะมีการดำเนินการได้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและความยุติธรรมในเรื่องนี้ โดยทางพรรคยินดีสนับสนุนสำหรับผู้ที่มีสิทธิ์ในเรื่องเหล่านี้ในการไปร้องตามช่องทางต่างๆ
.
เมื่อถามว่า จะเป็นการล่าช้าเกินไปหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า กกต. มีกรอบที่ต้องทำตามกฏหมาย เราไม่สามารถไปก้าวล่วงได้ว่าต้องใช้เวลาอย่างไร มองว่าสำคัญกว่าคือกระบวนการต้องโปร่งใส การเปิดเผยคำวินิจฉัยเป็นรายบุคคล ต้องมีการส่งรายละเอียดการไต่สวนข้อมูลทั้งหมดไปให้ทางศาล เช่น ที่อ้างว่ามีการโทรศัพท์จริง แต่ไม่รู้ว่าคุยเรื่องอะไร หรือไปอยู่ที่เดียวกันจริง แต่ไม่รู้ว่าประชุมเรื่องอะไร ผมจะรับฟังเหตุผลนี้ได้ ถ้ามีการการแสวงหาคำตอบว่าถ้าไม่ใช่เรื่องนี้แล้วไปเจอกัน พูดคุยเรื่องอะไร แต่เห็นได้ว่าไม่มีในส่วนนี้เลย
.
และเท่าที่ทราบมา กรณีของกลุ่มผู้บริหารพรรคการเมือง ให้การทางหนังสือง่ายๆ ว่าปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยไม่มีความพยายามในการชี้แจงเลยว่า ที่ถูกกล่าวหาพาดพิงพยานต่างๆ มีข้อมูลอะไรมาหักล้าง แต่เข้าใจว่าเขียนพ่วงไปว่าการแจ้งข้อกล่าวหาไม่ชัดเจนเพียงพอ ทั้งที่ กกต. สามารถแสวงหาข้อเท็จจริงได้ และบุคคลเหล่านี้น่าจะอยู่ในฐานะที่จะแสดงความบริสุทธิ์ของตนเองได้ว่า สรุปแล้วที่ถูกกล่าวหาในเรื่องต่างๆ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้าง อย่างนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมว.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ระบุได้ว่าไปเจอกันเรื่อง "ไก่งวง" แต่ของคนอื่นไม่มีคำอธิบายว่าไปอยู่ที่โรงแรมเพราะอะไรทำไมต้องโทรหากัน
.
อย่างไรก็ตาม พรรคจะยื่นฟ้องไปที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งเราอยากทำเร็วที่สุด ตอนนี้มี ส.ว. สำรองติดต่อมาบ้างแล้ว แต่เข้าใจว่าหลายกลุ่มน่าจะมีการได้รับการช่วยเหลือทางกฎหมายจากกลุ่มอื่นด้วย แต่เราได้แสดงท่าทีไปชัดเจนว่าพร้อมที่จะสนับสนุน ส่วนเหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นผู้ยื่นเองนั้น เพราะโดยหลักผู้เสียหายจะมีข้อจำกัดน้อยกว่า และที่ผ่านมาหลายครั้งที่เรามีการยื่นตรวจสอบมักจะถูกยกคำร้อง โดยอ้างว่าผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหาย ซึ่งถือเป็นปัญหาในเชิงกฎหมายที่ต้องช่วยกันสะสางต่อไป เพราะตนมองว่าหลายเรื่องเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะและความเสียหายก็เกิดขึ้นกับทุกคน
......
Sondhi X

