สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า การประชุมคณะกรรมาธิการประนอมข้อพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชาภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) นัดแรกได้เริ่มต้นขึ้นแล้วระหว่างวันที่ 14-16 กันยายน 2569 ที่ประเทศสิงคโปร์ ท่ามกลางการจับตาถึงเดิมพันผลประโยชน์มหาศาลจากพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลขนาด 26,000 ตารางกิโลเมตรในอ่าวไทย ซึ่งคาดการณ์ว่าอุดมไปด้วยก๊าซธรรมชาติปริมาณเกือบ 12 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตและน้ำมันดิบอีกจำนวนมาก คิดเป็นมูลค่ารวมสูงถึง 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 10 ล้านล้านบาท
•กัมพูชาเปิดไพ่รุก หวังขีดเส้นแดนใหม่-แบ่งเค้กพลังงาน รอยเตอร์ระบุว่า นายปรัก สุคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ได้เปิดฉากกลางโต๊ะเจรจาโดยระบุชัดเจนว่า กัมพูชากำลังแสวงหาข้อตกลงกับไทยเพื่อกำหนด "เส้นเขตแดนทางทะเลเพียงเส้นเดียว" ที่ใช้สำหรับทุกวัตถุประสงค์ แต่หากตกลงกันไม่ได้ กัมพูชาก็พร้อมใช้ทางเลือกสำรอง คือ การทำข้อตกลงเพื่อพัฒนาร่วมกันและแบ่งปันทรัพยากรอย่างเป็นธรรมระหว่างสองประเทศ
รายงานจากรอยเตอร์ ยังชี้ให้เห็นถึงที่มาของการงัดข้อครั้งนี้ว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายประกาศเริ่มกระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับภายใต้ UNCLOS เมื่อเดือน มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา หลังจากที่รัฐบาลไทยได้ตัดสินใจยกเลิกข้อตกลงกรอบความร่วมมือปี ค.ศ. 2001 หรือ MOU 44 ไปเมื่อเดือน พ.ค. 2569 ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา
•ไทยเปิดหน้าชก ดับเครื่องชนพฤติกรรม "หน้าไหว้หลังหลอก" ด้านท่าทีของฝ่ายไทย ถือว่าเปิดหน้าแลกหมัดชนิดไม่ไว้หน้า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สวนกลับอย่างดุดันว่า กัมพูชามักกล่าวอ้างว่าตนเองเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ แต่นั่นเป็นข้ออ้างที่มุ่งประโยชน์ส่วนตนและมีความย้อนแย้ง
ตัวแทนฝ่ายไทยงัดพฤติกรรมในอดีตมาแฉกลางเวทีโลก เพื่อตั้งคำถามถึงความจริงใจของกัมพูชา โดยระบุถึงเหตุการณ์ที่กัมพูชาจงใจปล่อยเสียงสนทนาส่วนตัวทางโทรศัพท์ระหว่างผู้นำสองประเทศ การยิงจรวดตกใส่พลเรือนไทยผู้บริสุทธิ์จนเสียชีวิต ไปจนถึงเหตุการณ์ที่ทหารไทยต้องสูญเสียขาจากทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางเอาไว้
พร้อมกันนี้ ไทยได้ขีดเส้นแดงอย่างชัดเจนว่า ขอบเขตของการพิจารณาในครั้งนี้ ครอบคลุมเฉพาะเรื่องการกำหนดเขตแดนทางทะเลในอ่าวไทยเท่านั้น และกระบวนการนี้จะไม่มีความเกี่ยวข้องกับอธิปไตยเหนือดินแดนทางบก รวมถึงพื้นที่ "เกาะกูด" โดยเด็ดขาด นอกจากนี้ ไทยยังปฏิเสธเส้นเขตไหล่ทวีปที่กัมพูชาอ้างสิทธิ์ฝ่ายเดียวเมื่อปี 2515 อย่างสิ้นเชิง เนื่องจากมองว่าปราศจากพื้นฐานทางกฎหมายรองรับ
•สงครามชิงเหลี่ยมการเมือง รอยเตอร์ทิ้งท้ายประเด็นสำคัญว่า แม้กระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับนี้จะเปิดทางให้คณะผู้เชี่ยวชาญอิสระพิจารณาและให้ข้อเสนอแนะได้ แต่ข้อสรุปที่ออกมาจะ "ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย" ต่อคู่กรณีทั้งสองฝ่าย ถึงกระนั้น กลไกของ UNCLOS นี้เคยประสบความสำเร็จมาแล้วเพียงกรณีเดียว นั่นคือการแก้ไขข้อพิพาททางทะเลระหว่างติมอร์เลสเตและออสเตรเลีย
วิเคราะห์นัยและผลลัพธ์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
หนึ่ง กัมพูชาเดินเกมยืมมือสากล กดดันไทยผ่าน UNCLOS ตรรกะของกัมพูชาสะท้อนภาพการเตรียมตัวมาเป็นอย่างดีเพื่อใช้เวทีสากลสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง การหยิบยกความสำเร็จในอดีตของเคส "ติมอร์เลสเต-ออสเตรเลีย" มาเป็นโมเดล รวมถึงการลากประวัติศาสตร์สงครามและสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยามมาผูกโยง คือสร้างเรื่องเล่าเชิงการเมืองบนเวทีโลก เพื่อดึงเอาความเห็นใจและสร้างแรงกดดันให้ไทยต้องยอมรับข้อเสนอไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการขีดเส้นเขตแดนใหม่ หรือการแบ่งปันขุมทรัพย์ 3 แสนล้านดอลลาร์ชั่วคราว
สอง ไทยเปิดหน้าชก ดับเครื่องชนการทูตแบบ "เล่นบทเหยื่อ" ถ้อยแถลงของฝ่ายไทยถือว่าดุดันและตรงไปตรงมาอย่างมากสำหรับการทูตระหว่างประเทศ การใช้คำว่า "บิดเบือนข้อเท็จจริง" หรือ "มุ่งผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น" เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า ไทยรู้ทันเกมการเมืองภายในของกัมพูชา และจะไม่ยอมให้กัมพูชาใช้ทรัพยากรของชาติหรือความสัมพันธ์ทวิภาคีเป็นเครื่องมือปั่นกระแสชาตินิยม นอกจากนี้ การตีกรอบอำนาจพิจารณาให้เหลือแค่ "อ่าวไทย" พร้อมปัดตกเรื่อง "เกาะกูด" และ "เส้นไหล่ทวีปปี 2515" เป็นการอุดช่องโหว่ทางกฎหมาย ป้องกันไม่ให้กัมพูชาลักไก่ขยายผลไปสู่การอ้างสิทธิเหนือดินแดนทางบก
สาม แนวโน้มผลลัพธ์: ซื้อเวลา หรือ ปูทางสู่การแบ่งขุมทรัพย์? เนื่องจากคณะกรรมาธิการไม่มีอำนาจชี้ขาดทางกฎหมาย การต่อสู้ในเวทีนี้จึงเป็นไปเพื่อ "หาทางลง" และจัดทำกรอบข้อเสนอแนะในอีก 12 เดือนข้างหน้า วิเคราะห์ได้ว่า ในท้ายที่สุด หากการกำหนดเขตแดนทางทะเลแบบเด็ดขาด ไม่สามารถตกลงกันได้เพราะกระทบต่ออธิปไตยที่เปราะบาง โอกาสที่จะไปจบที่ "ทางเลือกที่สอง" ของกัมพูชา คือการทำข้อตกลงพัฒนาร่วม (Joint Development Area - JDA) อาจมีความเป็นไปได้สูงที่สุดในทางปฏิบัติ เพื่อปลดล็อกขุมทรัพย์พลังงานมูลค่ามหาศาลที่อยู่ใต้ทะเล ซึ่งทั้งสองประเทศต่างต้องการนำมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของตนเอง แต่ทั้งหมดนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ไทยจะต้องไม่เสียเปรียบในแง่ของเส้นเขตแดนทางกฎหมาย.

