"วัส ติงสมิตร" ชี้มติ กกต.คดีฮั้ว สว.ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างแรง เหตุใช้กฎหมายผิดประเภท นำมาตรฐานคดีอาญาที่เข้มงวดมาใช้กับการตัดสิทธิ์ทางการเมือง ส่งผลให้คดีแคบลง สวนทางบรรทัดฐานเดิมที่ศาลฎีกาวางไว้
มติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ที่เห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกร้องรวม 77 ราย (สว. ดำรงตำแหน่งปัจจุบัน 26 ราย, ผู้มีสิทธิเลือก 36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย) ในคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 หรือ "คดีฮั้ว สว." ที่กรรมการชุด 26 เห็นควรส่งศาล 229 ราย ได้สร้างข้อสงสัยและแรงสั่นสะเทือนต่อวงการกฎหมายและสังคมไทยอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะประเด็นมาตรฐานการใช้และการตีความกฎหมายขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญอย่าง กกต. ที่อาจกำลังเดินสวนทางกับบทบัญญัติของกฎหมายและบรรทัดฐานเดิม
มติ กกต.ในคดีฮั้ว สว. ปี 2567 เดินสวนทางกับบทบัญญัติของกฎหมายและบรรทัดฐานเดิมอย่างไร อาจารย์วัส กล่าวว่า การปะปนหลักการ: นำหลักคดีอาญา (หมวด 6) มาครอบดุลพินิจการเพิกถอนสิทธิ (หมวด 4)
หัวใจสำคัญที่น่าจะเป็นข้อผิดพลาดทางหลักการอย่างร้ายแรงของ กกต. เสียงข้างมาก คือการนำ มาตรฐานการพิสูจน์ในคดีอาญา ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 หมวด 6 (บทกำหนดโทษ) มาปะปนและใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใน หมวด 4 (การควบคุมการเลือกให้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม) โดยเฉพาะ มาตรา 62
หมวด 4 มาตรา 62 (มาตรการทางทางการเมือง) 🛡️: กำหนดไว้ชัดเจนว่า หาก กกต. มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การเลือกเป็นไปโดยทุจริต หรือไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม กกต. มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง/เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง โดยใช้เกณฑ์เพียง "มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า
ซึ่งเป็นเกณฑ์ดุลพินิจเพื่อปกป้องความสุจริตหรือเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง ไม่จำเป็นต้องรอพยานหลักฐานมัดแน่นถึงขั้นลงโทษจำคุกบุคคล
หมวด 6 (ความผิดทางอาญา)เป็นเรื่องของการพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยตามสมควรเพื่อลงโทษจำคุกหรือปรับบุคคลในทางอาญา ซึ่งต้องพิสูจน์เจตนาและเจาะจงตัวบุคคลอย่างเคร่งครัด
การที่ กกต. นำเงื่อนไขทางอาญาในหมวด 6 มาเป็นบรรทัดฐานในการตัดสิทธิทางการเมืองตามหมวด 4 ส่งผลให้เกิดการ "บีบช่องทางฟ้อง" ให้แคบลงอย่างผิดธรรมชาติ จนยกเว้นไม่ส่งฟ้องกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ชัดเจนว่าทำให้การเลือกไม่สุจริต เพียงเพราะอ้างว่า "หลักฐานทางอาญายังไม่ถึงขั้น" ทั้งที่มาตรการตามหมวด 4 ถูกออกแบบมาเพื่อล้างผลการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตออกไปก่อน โดยไม่สามารถนำองค์ประกอบความผิดอาญามาครอบบังคับใช้ได้ เว้นแต่การกระทำนั้นจะเข้าข่ายเป็นความผิดอาญาด้วย
บทเรียนบรรทัดฐานคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีทุจริตเลือก สว. ของคดีที่จังหวัดชลบุรี, ฉะเชิงเทรา, ร้อยเอ็ด เป็นตัวอย่าง
อาจารย์วัส อธิบายว่า หากนำแนวบรรทัดฐานของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งที่เคยมีคำพิพากษาตัดสิทธิทางการเมืองของผู้กระทำผิดในคดีเลือก สว. ปี 2567 มาพิจารณา จะเห็นได้ชัดเจนว่าศาลฎีกามุ่งคุ้มครอง "วิจารณญาณอันเป็นอิสระ" และใช้พยานหลักฐานเชิงพฤติการณ์ สถิติ และนิติวิทยาศาสตร์ในการวินิจฉัยตามมาตรา 62 โดยไม่ตัดตอนพิจารณาเฉพาะเส้นทางการเงินเพียงอย่างเดียว
อาจารย์วัส สรุปว่า มติ กกต. วันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ส่งฟ้องเพียง 77 ราย จากคดีฮั้ว สว. ทั้งระบบ ที่กรรมการชุด 26 เห็นควรส่งศาล 229 ราย จึงเป็นตัวอย่างของการใช้กฎหมายผิดประเภทอย่างร้ายแรง
การนำหมวด 6 (โทษทางอาญา) มาบดบังหมวด 4 (การควบคุมการเลือกตั้งให้สุจริต) ไม่เพียงแต่ทำลายระบบการตรวจสอบการได้มาซึ่ง สว. แต่ยังอาจเป็นเหตุแห่งความรับผิดทางอาญาที่ กกต. เสียงข้างมากต้องเผชิญในอนาคต หากมีการพิสูจน์ได้ว่าการตัดตอนและเกณฑ์การวินิจฉัยดังกล่าวทำไปเพื่อช่วยเหลือบุคคลหนึ่งบุคคลใดให้พ้นจากการถูกตรวจสอบ

