จันทบุรี เป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อในเรื่อง “ผลไม้” ทุเรียน มังคุด ลองกอง เงาะ ลำไย และผลไม้อื่นๆ มันคือเศรษฐกิจของคนจันทบุรี
ดังนั้น สำหรับคนเมืองจันท์ “น้ำ”ไม่ใช่แค่ทรัพยากรธรรมชาติ แต่น้ำคือรายได้ คือสวน คือชีวิต!
แต่วันนี้กำลังเกิดปัญหาใหญ่ ที่ทำให้คนจันท์ วิตกกังวล เมื่อรัฐบาลเดินหน้า “โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด” วงเงิน 7,200 ล้านบาท ความจุ 99.5 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุน และรองรับพื้นที่ EEC
คำถามก็คือ แหล่งน้ำที่กำลังจะถูกสร้างขึ้นนั้น สุดท้ายจะเป็นน้ำของใคร?
ของเกษตรกร ชาวสวนจันทบุรี ของชุมชน หรือ จะกลายเป็นน้ำต้นทุนสำหรับอุตสาหกรรมใหม่ และ Data Center ที่กำลังเข้ามาในภาคตะวันออก?!
แม้รัฐบาลจะยืนยันว่า “อ่างวังโตนด” มีเป้าหมายรองรับทั้งภาคประชาชน ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และ EEC แต่ในเวลาเดียวกัน แผนพัฒนาEEC และการลงทุน Data Center ก็ต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ และไฟฟ้าจำนวนมากเช่นกัน
นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “สร้างเขื่อน หรือไม่สร้างเขื่อน” ... แต่มันคือคำถามว่า ใครจะได้ประโยชน์จากน้ำก้อนนี้ และใครจะเป็นคนแบกรับต้นทุน ?
เพราะต้นทุนไม่ได้มีแค่ค่าก่อสร้าง 7,200 ล้านบาท แต่ยังมีต้นทุนด้านป่าไม้ ระบบนิเวศ และพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจากอ่างเก็บน้ำ
“มูลนิธิสืบนาคะเสถียรและเครือข่ายอนุรักษ์” คัดค้านโครงการมานาน โดยระบุว่าพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้นจะได้รับผลกระทบ และตั้งคำถามถึงความแตกต่างของข้อมูลใน EHIA กับผลสำรวจของกรมอุทยานฯ
ขณะที่ชาวบ้านจำนวนหนึ่งไม่ได้บอกว่า “ไม่เอาน้ำ” แต่กำลังถามว่า ถ้าจะเอาน้ำจากผืนป่าแห่งนี้ แล้วน้ำจะถูกจัดสรรอย่างไร?
และตรงนี้เองที่บทบาทของ ส.ส. ที่เป็น “ผู้แทนประชาชน” สำคัญที่สุด
เพราะในการเลือกตั้งปี 2569 คนจันทบุรี เลือกส.ส.ภูมิใจไทย ทั้ง 3 เขต
เขต 1 คือ “พลตำรวจโทสุรพล วิรัตน์โยสินทร์” เขต 2 คือ “คัมภีร์ ชื่นบาน” และ เขต 3 คือ “ชรัตน์ เนรัญชร”
ทั้งสามคนนี้ จึงเรียกได้ว่าเป็นตัวแทนทางการเมืองของจันทบุรีทั้งจังหวัดในเวลานี้
และนั่นทำให้ต้องจับตาเป็นพิเศษว่า เมื่อเกิดความขัดแย้งเรื่อง “อ่างวังโตนด” พวกเขายืนอยู่ตรงไหน ?
คนที่หนึ่ง “ผู้การแหลม” พล.ต.ท.สุรพล วิรัตน์โยสินทร์
“สุรพล” ไม่ได้เป็นนักการเมืองหน้าใหม่จากสายเกษตรแต่เป็นอดีตนายตำรวจระดับสูง อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 2 และอดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก่อนเข้าสู่สนามการเมือง
ในการเลือกตั้ง 2569 เขาลงสมัคร เขต 1 ในนามภูมิใจไทย และชนะด้วยคะแนนกว่า 3.2 หมื่นคะแนน
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าประวัติ คือ จุดยืน “เรื่องอ่างวังโตนด”
เพราะ “สุรพล” ไม่ได้ “เงียบ”...ตรงกันข้าม เขาออกมาแสดงจุดยืน สนับสนุนการมีแหล่งน้ำ และตั้งคำถามกลับไปยังฝ่ายอนุรักษ์ฯ ว่า เมื่อชาวสวนจันทบุรีประสบภัยแล้ง มูลนิธิอนุรักษ์ฯ ไปมุดอยู่ที่ไหน
จนมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ต้องออกมาชี้แจงว่าหน้าที่จัดสรรน้ำให้ประชาชน ไม่ใช่ภารกิจของมูลนิธิฯ แต่เป็นหน้าที่ของภาครัฐ
นี่จึงเป็นภาพที่น่าสนใจมาก เพราะคนที่เป็นอดีตนายตำรวจ วันนี้ต้องเข้ามารับบทเป็นผู้แทนของจังหวัด ที่มีเกษตรกรเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญ
คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “ผู้การแหลมเอาอ่าง หรือไม่เอาอ่าง?” แต่คือ “ถ้าเอาอ่าง แล้วหลักประกันของเกษตรกร อยู่ตรงไหน?”
คนที่สอง “คัมภีร์ ชื่นบาน” ส.ส.เขต 2
เขต 2 ครอบคลุมพื้นที่สำคัญอย่าง ท่าใหม่ นายายอาม แก่งหางแมว และเขาคิชฌกูฏ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกี่ยวพันโดยตรงกับทั้งภาคเกษตร และประเด็น “อ่างวังโตนด”
“คัมภีร์” เป็นผู้สมัครหน้าใหม่ในการเลือกตั้ง 2569 แต่สามารถเอาชนะคู่แข่งจากพรรคประชาชน ได้อย่างชัดเจน
ข้อมูลข่าวการเลือกตั้ง ระบุว่า เขามีฐานเสียงเชื่อมโยงกับ “บ้านใหญ่” ในพื้นที่ และชนะด้วยคะแนนกว่า 37,000 คะแนน
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ ก่อนเข้าสภา “คัมภีร์” เคยเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี เขตอำเภอท่าใหม่ และมีบทบาทกับงานในระดับท้องถิ่นมาก่อน
ดังนั้น เขาไม่ใช่คนที่เพิ่งเดินเข้ามารู้จักพื้นที่ แต่เป็นคนที่มาจากการเมืองระดับท้องถิ่น คำถามจึงยิ่งตรงตัว
เมื่อคนในพื้นที่ของเขา กำลังตั้งคำถามเรื่องน้ำ เขาจะทำหน้าที่เป็น “คนกลางระหว่างรัฐกับชาวบ้าน” หรือ จะเป็นเพียงผู้สนับสนุนโครงการของรัฐบาล ?
ตรงนี้ยังเป็นพื้นที่ ที่ประชาชน ต้องติดตามผลงาน และท่าทีของเขาอย่างใกล้ชิด
เพราะจากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ในขณะนี้ ผมยังไม่พบหลักฐานสาธารณะที่ชัดพอจะกล่าวว่า เขาออกมาต่อต้าน หรือสนับสนุนอ่างวังโตนดโดยตรง
ดังนั้น วันนี้ขอถามตรงๆ ว่า “ท่านเห็นด้วยกับโครงการหรือไม่?”...“น้ำจากอ่างจะถูกจัดสรรให้เกษตรกรในพื้นที่ก่อนหรือไม่?”...
และ “ถ้า EEC หรือ Data Center ต้องการใช้น้ำจากแหล่งนี้ จะมีเพดานการใช้น้ำ หรือหลักประกันสำหรับเกษตรกรอย่างไร?”
คนที่สาม “ชรัตน์ เนรัญชร” ส.ส.เขต 3
“ชรัตน์” มีเส้นทางทางการเมืองที่น่าสนใจ เขาไม่ได้เริ่มต้นกับภูมิใจไทย ก่อนหน้านี้เคยอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ และเคยมีบทบาทในภาคธุรกิจของจังหวัด เคยเป็นรองเลขาธิการหอการค้าจังหวัดจันทบุรี
ในการเลือกตั้ง 2569 เขาย้ายมาอยู่ ภูมิใจไทย และเอาชนะคู่แข่งจาก พลังประชารัฐ และพรรคประชาชน คว้าเก้าอี้เขต 3 ไปได้
ที่น่าสนใจคือ วันนี้มีข้อมูลทางการเมืองที่ทำให้เห็นว่า ส.ส.จันทบุรี ทั้ง 3 คน ไม่ได้แยกกันอยู่แบบโดดๆ
เพราะมีรายงานว่าสายการเมืองของ “เสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น ดูแลทีมการเมืองภูมิใจไทย ในภาคตะวันออก และ มีชื่อทั้ง “สุรพล-คัมภีร์-ชรัตน์” อยู่ในกลุ่ม 13 ส.ส. ที่อยู่ในเครือข่ายทางการเมืองของสุชาติ
นี่คือจุดที่น่าจับตา เพราะมันทำให้คำถามเรื่อง “อ่างวังโตนด” ไม่ได้อยู่เพียงในระดับ “ใครเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเขื่อน”
แต่ยังเชื่อมไปถึงโครงสร้างอำนาจทางการเมือง กับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก
และนี่คือคำถามใหญ่ที่สุด... จันทบุรีกำลังอยู่ตรงกลางของการเปลี่ยนผ่าน จากจังหวัดเกษตรกรรม ไปสู่พื้นที่ ที่กำลังถูกวางให้เชื่อมกับ EEC
จากสวนทุเรียน สวนเงาะ และมังคุด ไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรม และ Data Center!!
รัฐบาลบอกว่า “อ่างวังโตนด” จะเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ ให้กับจันทบุรี และ รองรับ EEC
แต่ในอีกด้านหนึ่ง นักอนุรักษ์และชาวบ้านกำลังกังวลว่า การเอาพื้นที่ป่า ไปแลกกับแหล่งน้ำขนาดใหญ่ อาจไม่ได้ตอบโจทย์คนที่อยู่กับพื้นที่มากที่สุด
และยิ่งในยุคที่รัฐบาลเองยอมรับว่า Data Center ใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน และสาธารณูปโภค ปัญหานี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก
เพราะฉะนั้น คำถามของคนจันทบุรีวันนี้ จึงไม่ใช่ “จะมีน้ำ หรือไม่มีน้ำ” แต่เป็น “น้ำจะไปอยู่กับใคร?”
ถ้าน้ำมาจากป่า ถ้าน้ำมาจากงบประมาณ 7,200 ล้านบาท ถ้าน้ำมาจากภาษีประชาชน และถ้าน้ำก้อนนั้น ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับ การพัฒนา EEC ในอนาคต
ประชาชนก็ควรมีสิทธิ์รู้ตั้งแต่วันนี้ ว่า เกษตรกร จะได้เท่าไร อุตสาหกรรมจะได้เท่าไร Data Center จะได้เท่าไร
และ คนที่ต้องเสียพื้นที่ป่า เสียที่ดิน หรือเสียวิถีชีวิต จะได้อะไรกลับคืนมา
เพราะส.ส. ไม่ได้มีหน้าที่เพียงพาโครงการของรัฐบาลกลับไปบอกชาวบ้านว่า “พัฒนาประเทศ”
แต่มีหน้าที่เป็นปาก เป็นเสียง ถามรัฐบาลกลับไป แทนชาวบ้านว่า “พัฒนาแล้ว ใครได้?”
และที่สำคัญกว่านั้นคือ “ถ้าต้องแลกกับพื้นที่ของชาวบ้าน ใครเป็นคนจ่ายราคา?”
วันนี้ คนจันท์ เลือก ส.ส.ภูมิใจไทย ยกจังหวัด ดังนั้นเสียงของคนจันท์ จึงไม่ได้หายไปไหน แต่กำลังรอคำตอบจากคนที่ชาวบ้านเลือกเข้าไปเป็นตัวแทน
โดยเฉพาะ เรื่องง่ายๆ เรื่องเดียว “น้ำอ่างวังโตนด…จะเป็นน้ำของเกษตรกรจันทบุรี หรือจะเป็นน้ำต้นทุนของเศรษฐกิจใหม่?”
สาม ส.ส.จันทบุรี “สุรพล – คัมภีร์ – ชรัตน์”
จึงไม่ควรปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไป พร้อมกับคำว่า “โครงการของรัฐบาล”
แต่ควรออกมาบอกประชาชน ให้ชัดว่า พวกเขายืนอยู่ตรงไหน
เพราะคนจันทบุรี ไม่ได้เลือกส.ส.มาเพื่อให้เป็นตัวแทนของโครงการ EEC หรือ Data Center แต่เลือกมาเพื่อให้เป็นตัวแทนของชาวบ้าน ของชาวสวน ของประชาชน!
------
รูป—พล.ต.ท.สุรพล วิรัตน์โยสินทร์-- คัมภีร์ ชื่นบาน--ชรัตน์ เนรัญชร

