xs
xsm
sm
md
lg

ผลงาน “ซิโน-ไทย”!! รัฐสภาหมื่นล้าน“ช้า มั่ว รั่ว พัง” สร้างเสร็จแล้วยังต้องซ่อมไม่จบ!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ถ้าพูดถึงอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ หรือ “สัปปายะสภาสถาน” หลายคนอาจจำได้ว่า นี่คือหนึ่งในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ

อาคารที่ใช้งบประมาณกว่า 2.3 หมื่นล้านบาท พื้นที่ใช้สอยกว่า 4.2 แสนตารางเมตร ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 120 ไร่ ถูกวางภาพให้เป็น “รัฐสภาแห่งใหม่” ที่ยิ่งใหญ่ สมกับการเป็นศูนย์กลางฝ่ายนิติบัญญัติของประเทศ

แต่วันนี้ คำถามที่ตามมาคือ... ทำไมอาคารที่ใช้งบประมาณมหาศาล และเพิ่งรับมอบงานเสร็จสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2567 จึงยังมีปัญหาน้ำรั่ว ฝ้าถล่ม และต้องของบประมาณเพื่อซ่อมแซม-ปรับปรุงอีกจำนวนมาก?

และเหตุการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 ก็ยิ่งทำให้คำถามนี้กลับมาอีกครั้ง

บริเวณโรงอาหารชั้น B2 ฝ้าเพดานพังถล่มลงมากองกับพื้นเป็นบริเวณกว้าง โต๊ะและเก้าอี้ได้รับความเสียหาย โชคดีที่วันนั้นเป็นวันหยุด ไม่มีเจ้าหน้าที่ ไม่มี สส. หรือ สว. ใช้งานพื้นที่ดังกล่าว


ลองคิดกันดูว่า ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันทำงานปกติ ผลที่ตามมาอาจไม่ใช่แค่ความเสียหายของทรัพย์สิน แต่อาจหมายถึงชีวิต และความปลอดภัยของคนจำนวนมาก

และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกเพราะตลอดระยะเวลาที่เปิดใช้งานอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ มีเหตุฝ้าถล่ม และน้ำรั่วเกิดขึ้นหลายครั้ง
ย้อนกลับไปวันที่ 1 กรกฎาคม 2565 บริเวณโซน C ชั้น B1-B2 เกิดฝนสาดและน้ำรั่วอย่างหนัก ฝ้าเพดานอลูมิเนียมหล่นลงมาจำนวน 2 แผ่น ขณะที่น้ำฝนท่วมพื้นไม้


เดือนกันยายน 2566 ห้องประชุมชั้น A1 เกิดน้ำรั่วหลังฝนตกหนัก น้ำไหลทะลุลงไปถึงชั้น B2 จนมีสภาพคล้าย “น้ำตก” ฝ้าเสียหาย พรมเปียกเป็นบริเวณกว้าง

วันที่ 10 ตุลาคม 2567 เกิดปัญหาฝนตกหนัก น้ำรั่วซึมบริเวณซุ้มประตูและเพดานหลายจุด รวมถึงชั้น 4 ขณะเดียวกันยังมีปัญหาน้ำเสียและน้ำซึมจากใต้ดินบริเวณชั้น B2

และล่าสุด วันที่ 13 กันยายน 2569 ฝ้าโรงอาหารชั้น B2 ก็พังลงมาอีกครั้ง

นี่ยังไม่นับปัญหาน้ำรั่ว น้ำท่วม และท่อแตก ที่มีรายงานเกิดขึ้นเป็นระยะตั้งแต่ช่วงปี 2563 เป็นต้นมา
ถึงขั้นที่ช่วง วันที่ 4-5 ตุลาคม 2568 มีการเปิดเผยภาพน้ำท่วมขัง บริเวณห้องประชุมชั้น B1 และไหลลงไปยัง B2 หลังฝนตกหนัก จนพรมได้รับความเสียหาย

พูดง่าย ๆ คือฝนตกทีไร ต้องลุ้นกันว่า “น้ำจะเข้าทางไหน”

คำถามในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่ว่า ฝ้าถล่มเพราะอะไร แต่คือ ทำไมปัญหาลักษณะเดิมจึงกลับมาเกิดซ้ำแล้ว ซ้ำอีก?

ทั้งๆที่อาคารนี้ ไม่ได้เป็นอาคารเก่าแก่ที่ใช้งานมาหลายสิบปี แต่เป็นอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ที่เพิ่งผ่านการส่งมอบงานเต็มรูปแบบเมื่อปี 2567


และกว่าจะมาถึงวันส่งมอบนั้น ก็ต้องย้อนกลับไปดูประวัติของโครงการเสียก่อน

โครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ เริ่มต้นขึ้นมานานกว่าสิบปี

ผู้รับเหมาก่อสร้างหลักคือ “บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)” ซึ่งลงนามสัญญาในเดือนเมษายน 2556 และเริ่มตอกเสาเข็ม เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ปีเดียวกัน

แต่โครงการกลับลากยาว จากเดิมที่ควรเดินหน้าไปตามกรอบเวลา กลายเป็นโครงการที่ต้องขยายสัญญาหลายครั้ง


มีการขยายสัญญาถึง 4 ครั้ง ก่อนที่คณะกรรมการตรวจการจ้างจะหยุดการขยาย ครั้งที่ 5 และเริ่มคิดค่าปรับวันละประมาณ 12 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564

แต่สุดท้าย เรื่องก็ไม่ได้จบลงง่ายๆ

มีการแก้ปัญหาและมาตรการช่วยเหลือผู้รับเหมา ก่อนที่รัฐสภาจะทยอยรับมอบงาน และปิดฉากการส่งมอบโครงการในวันที่ 4 กรกฎาคม 2567

เท่ากับว่า โครงการนี้ใช้เวลายาวนานประมาณ 12 ปี

และสิ่งที่ประชาชนตั้งคำถามจึงมีอยู่สองเรื่อง

หนึ่ง — ทำไมก่อสร้างจึงล่าช้าขนาดนี้

สอง — เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ทำไมปัญหาในด้านคุณภาพ และการใช้งานยังตามมาไม่จบ ไม่สิ้น

เพราะหลังส่งมอบ ยังมีข้อร้องเรียนอีกหลายเรื่อง

ทั้งประตูและผนังห้องกรรมาธิการ ที่ถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องการกันเสียง ต้นไม้ที่ตายจำนวนมาก รวมถึงข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับโครงการซึ่งยังถูกตรวจสอบอยู่

ตรงนี้ต้องย้ำว่า การมีข้อร้องเรียนหรือการถูกตรวจสอบไม่ได้หมายความว่า ผู้เกี่ยวข้องมีความผิดทั้งหมด

แต่สิ่งที่ประชาชนมีสิทธิถาม ก็คือ ในเมื่อมีการจ่ายเงินเพื่อสร้างอาคารแห่งนี้ไปแล้วกว่า 2.3 หมื่นล้านบาท อาคารที่ส่งมอบแล้ว ควรมีมาตรฐานอย่างไร? และใครต้องรับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหาซ้ำๆ?

ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องที่น่าจับตาคือ “งบซ่อมและงบปรับปรุง”


เพราะแม้อาคารเพิ่งรับมอบงานเสร็จ ในปี 2567 แต่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กลับมีคำของบประมาณปี 2569 สำหรับโครงการปรับปรุงและพัฒนาหลายรายการ รวมแล้วมีมูลค่ามากกว่า 2,000 ล้านบาท!

มีทั้งงบที่ได้รับการจัดสรรแล้ว และงบที่เสนอขอเพิ่มเติม

ตัวอย่าง เช่น ระบบภาพยนตร์ 4D ห้องบรรยายใหญ่ 180 ล้านบาท , ปรับปรุงศาลาแก้ว 123 ล้านบาท, ปรับปรุงห้องประชุมงบประมาณ 118 ล้านบาท, ปรับปรุงครัว 117 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างอาคารจอดรถเพิ่มเติม ที่เสนอวงเงินสูงถึง 1,529 ล้านบาท ยังมีงบออกแบบตกแต่งฉากหลังบัลลังก์ประธานสภา และงบซ่อมแซมเสาไม้สัก อีกด้วย

แน่นอนว่า การปรับปรุงอาคารขนาดใหญ่พื้นที่กว่า 4 แสนตารางเมตร อาจเป็นเรื่องจำเป็น และต้องมีค่าบำรุงรักษา

แต่ประเด็นที่สังคมกำลังถามคือ นี่คือ “ค่าบำรุงรักษาตามปกติ” หรือเป็นการตามแก้ปัญหาที่เกิดจากการออกแบบ การก่อสร้าง หรือระบบเดิม ?

สองเรื่องนี้ไม่เหมือนกัน

ถ้าเป็นการปรับปรุงตามอายุการใช้งาน นั่นเป็นเรื่องหนึ่ง

แต่ถ้าเป็นการต้องใช้งบก้อนใหม่เพื่อแก้ปัญหาของอาคารที่เพิ่งสร้างเสร็จ นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

และนี่เองที่ทำให้คำว่า “สร้างเสร็จแล้ว แต่ยังไม่จบ” กลายเป็นประเด็นสำคัญ

เพราะประชาชนไม่ได้จ่ายเงินเพียงครั้งเดียว

จ่ายตั้งแต่ค่าก่อสร้าง จ่ายกับความล่าช้า จ่ายกับค่าปรับที่เกิดขึ้น และหากต้องใช้งบประมาณแผ่นดินก้อนใหม่เพื่อซ่อมปัญหาเดิม ประชาชนก็ต้องจ่ายซ้ำอีก

ดังนั้น เรื่องรัฐสภาหมื่นล้าน จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเรื่อง “ฝ้าถล่มหนึ่งจุด”เพราะฝ้าที่ถล่มลงมา อาจเป็นเพียงภาพปลายเหตุ
คำถามใหญ่กว่าคือ ระบบควบคุมงานก่อสร้าง อยู่ตรงไหน? การตรวจรับงานตรวจอะไรบ้าง? ถ้าส่งมอบแล้วพบปัญหา ใครต้องรับผิดชอบ? การรับประกันงานครอบคลุมปัญหาเหล่านี้หรือไม่?

และที่สำคัญที่สุด ทำไมอาคารที่ใช้งบประมาณมหาศาล จึงยังมีปัญหาน้ำรั่ว และฝ้าถล่มซ้ำๆ?

เรื่องนี้จึงควรมีคำตอบที่มากกว่า “เกิดจากฝนตกหนัก” เพราะฝนเป็นเรื่องธรรมชาติ

แต่การออกแบบ ระบบระบายน้ำ การกันซึม การเลือกวัสดุ การติดตั้งฝ้า และมาตรฐานการก่อสร้าง ล้วนเป็นเรื่องที่มนุษย์ต้องออกแบบ และควบคุม

รัฐสภาไม่ใช่เพียงอาคารสำนักงานธรรมดา แต่มันคือสถานที่ทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นสถานที่ซึ่งใช้งบประมาณของประชาชน และเป็นสัญลักษณ์ของระบอบประชาธิปไตย

ดังนั้น อาคารที่ควรสะท้อนคำว่า “มั่นคง โปร่งใส ตรวจสอบได้” กลับไม่ควรต้องมานั่งลุ้นว่า “ฝนตกครั้งหน้า ฝ้าจะถล่มตรงไหนอีก?”


และเหตุการณ์ วันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา แม้จะโชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ แต่บางทีสิ่งที่ตกลงมาพร้อมกับฝ้าเพดาน อาจไม่ใช่แค่เศษวัสดุ

แต่เป็นคำถามเรื่อง ความคุ้มค่าของเงินภาษี และความรับผิดชอบของคนที่เกี่ยวข้องกับโครงการ

เพราะสุดท้ายแล้วรัฐสภาหมื่นล้านไม่ควรมีบทสรุปว่า “สร้างช้า ใช้งบมหาศาล แล้วต้องกลับมาซ่อมไม่รู้จบ”

แต่ควรมีคำตอบที่ชัดเจนว่า เงินทุกบาทที่ประชาชนจ่ายไปนั้น ได้อาคารที่มีคุณภาพ และคุ้มค่ากับภาษีจริงหรือไม่
และถ้าไม่ใช่… ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ?