xs
xsm
sm
md
lg

“โภคิน พลกุล”...พระยังไม่รอด แล้วองค์กรอิสระจะรอดหรือ ?!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



วันก่อนมีคำพูดหนึ่งจากเวที ที่รัฐสภา ซึ่งคิดว่าน่าสนใจ และน่าจะสะท้อนภาพการเมืองไทยในเวลานี้ได้ค่อนข้างตรง จึงอยากเอามาถ่ายทอดต่อ

คำพูดนั้นมาจาก “โภคิน พลกุล” อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่พูดถึงเรื่อง“ระบบอุปถัมภ์” ในการเมืองไทย และตั้งคำถามที่ค่อนข้างแรงว่า...

“ขนาดพระยังไม่รอด แล้วองค์กรอิสระจะรอดหรือ?!”

ฟังดูเหมือนเป็นประชดกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมขณะนี้ แต่เมื่อฟังสาระทั้งหมด จะพบว่านี่คือการตั้งคำถามถึง “โครงสร้างอำนาจของประเทศไทย”ทั้งระบบ

เพราะ“โภคิน” ไม่ได้กำลังบอกว่า ปัญหาอยู่ที่องค์กรอิสระองค์กรใดองค์กรหนึ่ง

แต่กำลังชวนให้ผู้ฟังคิดตามว่า… ถ้าระบบใหญ่ยังเป็น “ระบบอำนาจนิยม ระบบอุปถัมภ์ และรัฐราชการ” ต่อให้เราออกแบบ“องค์กรอิสระ” ดีแค่ไหน สุดท้ายองค์กรเหล่านั้นจะหลุดพ้นจากระบบเดิมได้จริงหรือ?

ก่อนจะไปถึงคำตอบนี้ อยากให้มาทำความรู้จัก “โภคิน พลกุล” กันสักนิด

“โภคิน”เป็นนักกฎหมาย นักวิชาการ และนักการเมือง ที่ผ่านทั้งงานวิชาการ ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมาแล้ว

เขาเคยเป็นรองนายกรัฐมนตรี เคยเป็นประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ในยุคการเมืองไทยรักไทย และเคยผ่านตำแหน่งสำคัญทางการเมืองมาหลายยุค หลายรัฐบาล

พูดง่ายๆว่า บุคคลผู้นี้ไม่ได้มองการเมืองจากนอกระบบ แต่เขาเคยอยู่ “ข้างในระบบ”มาแล้วอย่างโชกโชน

เพราะฉะนั้น วันนี้ที่เขาพูดถึงปัญหาของ “ระบบอุปถัมภ์” จึงน่าสนใจ ตรงที่เขากำลังวิจารณ์ระบบที่ตัวเองเคยมีส่วนอยู่ในนั้นด้วย และยังยืดอกยอมรับว่า ในอดีตเขาก็เคยมีส่วนกับวัฒนธรรมแบบนี้!!

“โภคิน” เล่าว่า สมัยที่เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เคยมีพระมาวิ่งเต้นเรื่อง “พัดยศ”

เพราะระบบของประเทศไทยนั้น ยศของพระ ถูกกำหนดโดยฆราวาส

แล้วเขาก็ย้อนถามว่า…แม้แต่พระเองก็ยังต้องการตำแหน่ง ต้องการยศ ต้องการการยอมรับจากระบบอำนาจ
พระก็ยังหลุดพ้นจากระบบอุปถัมภ์ไม่ได้...แล้วฆราวาสจะรอดหรือ ?!

นี่คือจุดที่ “โภคิน” พูดได้กินใจมาก เพราะเขากำลังยกเรื่อง“พัดยศ” ขึ้นมาเป็นตัวอย่างของ “ระบบอุปถัมภ์”ที่ไม่ได้อยู่แค่ในพรรคการเมือง ไม่ได้อยู่แค่ในระบบราชการ ไม่ได้อยู่แค่ในระบบธุรกิจ

แต่มันสามารถแทรกเข้าไปในสถาบันต่างๆได้ เมื่อ “ตำแหน่ง อำนาจ และผลประโยชน์” ถูกผูกโยงเข้าด้วยกัน!

เมื่อเป็นอย่างนั้น คำถามของ“โภคิน” จึงย้อนกลับมาที่องค์กรอิสระ โดยเฉพาะ กกต. และ ป.ป.ช. ที่กำลังเริ่มไม่ได้รับความเชื่อมั่นจากสังคม

โจทย์เดิม “องค์กรอิสระ”ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร? คำตอบคือ เพื่อเป็นกลไกตรวจสอบฝ่ายการเมือง

แต่ปัญหาคือ…ใครเป็นคนเลือกคนที่จะเข้าไปอยู่ในองค์กรเหล่านี้ ใครเป็นคนคัดกรอง ใครเป็นคนสรรหา และคนที่มีอำนาจเลือกคนเหล่านั้น มีความสัมพันธ์ทางการเมืองหรือไม่ !?

“โภคิน” บอกว่าในอดีตการสรรหาอาจมีการล็อบบี้กันบ้าง แต่เป็นลักษณะ“ไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามได้ตำแหน่ง” แต่ปัจจุบันกลายเป็นว่า ต้องเอา “คนของตัวเอง” เข้าไปอยู่ในตำแหน่งนั้นให้ได้

เมื่อองค์กรอิสระมีอำนาจมาก ฝ่ายการเมืองก็ยิ่งมีเหตุผลที่จะ “อยากมีพวก” อยู่ในองค์กรเหล่านั้น

องค์กรซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อควบคุมฝ่ายการเมือง เลยกลายเป็นองค์กรที่ฝ่ายการเมืองต้องการเข้าไปควบคุมเสียเอง!
นี่คือสิ่งที่ “โภคิน” มองว่าเกิดขึ้นซ้ำๆ ในการเมืองไทย และเขามองย้อนกลับไปไกลถึง 94 ปี

94 ปี ของการเมืองไทยในสายตาของ“โภคิน” คือ วงจรยึดอำนาจ...เขียนรัฐธรรมนูญ...เลือกตั้ง...เกิดปัญหาทางการเมือง...แล้วก็วนกลับไปยึดอำนาจอีกครั้ง จากนั้นก็เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ แล้วก็กลับเข้าสู่วงจรเดิม...เป็นอย่างนี้มาตลอด

ปัญหาของประเทศไทยจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “รัฐธรรมนูญฉบับไหนดี หรือไม่ดี”เพียงอย่างเดียว แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า…เราเปลี่ยนกติกา แต่ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ

“โภคิน” ชี้ให้เห็นชัดๆว่า โครงสร้างการเมืองไทย ยังอยู่บนฐานของสามสิ่ง คือ หนึ่ง-ระบบอำนาจนิยม ...สอง-ระบบอุปถัมภ์ และสาม-รัฐราชการ

ทั้งสามสิ่งนี้ เกื้อหนุนกัน...“รัฐราชการ” กลายเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ... “ระบบอุปถัมภ์” ทำให้คนได้ตำแหน่งจากความสัมพันธ์ และ“ระบบอำนาจนิยม” ทำให้เกิดการรวมศูนย์อำนาจ!

เมื่อผู้มีอำนาจ “กลัวการตรวจสอบ” สิ่งที่ตามมาก็คือ ต้องหาทางเข้าไป “ควบคุมกลไกตรวจสอบ”

นี่คือเหตุผลที่ “โภคิน” มองว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งถูกนำเสนอว่าเป็น “รัฐธรรมนูญปราบโกง” นั้น แท้จริงแล้วก็เป็นแค่รัฐธรรมนูญที่มีลักษณะ“สืบทอดอำนาจ”!!

เพราะเขามองว่าต่อให้เขียนคำว่า “สุจริต”… “นิติธรรม”…“ธรรมาภิบาล” หรือ“ความยุติธรรม” ไว้มากแค่ไหน สวยงามแค่ไหน ถ้าคนที่ใช้กติกายังอยู่ในโครงสร้างอำนาจแบบเดิม คำที่ยกมาข้างต้นนั้น ก็เป็นเพียงแค่ “วาทกรรม”

และผลที่ตามมาก็คือ การเมืองทุกระดับ ตั้งแต่ระดับชาติ ไปจนถึงท้องถิ่น มีปัญหาทุจริต!

ขณะที่“ระบบราชการ”ก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือของ ผู้มีอิทธิพล ทั้งนักการเมือง ธุรกิจผูกขาด ธุรกิจพรรคพวก ไม่เว้นแม้กระทั่ง กลุ่มสีเทา และสีดำ!

เมื่อทุกอย่างเชื่อมโยงกัน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ “ระบบอุปถัมภ์” ที่ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ คนหนึ่งคน ช่วยเหลือคนหนึ่งคน

แต่มันกลายเป็น โครงสร้าง!!…และเมื่อเป็นโครงสร้าง ต่อให้เปลี่ยนตัวบุคคล ปัญหาก็อาจกลับมาเหมือนเดิม

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไม “โภคิน”จึงไม่ได้เสนอให้แก้ทุกอย่าง ด้วยการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ แต่เสนอให้สร้าง “พลังประชาชน” ขึ้นมาเป็น “กลไกถ่วงดุล”

เขาเสนอให้ย้อนกลับไปดูแนวคิดบางส่วนของ รัฐธรรมนูญปี 2540 โดยเฉพาะการเปิดให้ประชาชนเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ...เสนอให้มี “ป.ป.ช.ภาคประชาชน” เสนอให้แก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อชีวิตประชาชน และเสนอให้ลดขนาดรัฐราชการลง

เพราะในมุมของเขา “ประชาธิปไตย” ไม่ได้มีความหมายเพียงว่า ประชาชนออกไปเลือกตั้งทุกสี่ปี หรือมีองค์กรอิสระเพิ่มขึ้นกี่องค์กร

แต่ประชาธิปไตย ต้องทำให้ประชาชนมีอำนาจต่อรองกับรัฐ และสามารถตรวจสอบผู้มีอำนาจได้จริง

สุดท้ายแล้ว คิดว่าคำพูดของ “โภคิน” ในครั้งนี้ นอกจากการวิจารณ์องค์กรอิสระแล้ว ยังเป็นการตั้งคำถามว่า ประเทศไทยกำลังพยายามแก้ที่ “ปลายเหตุ” โดยไม่แตะ “ต้นเหตุ”หรือเปล่า?!

เพราะถ้าเรายังมี “ระบบอำนาจนิยม” ยังมี “ระบบอุปถัมภ์” ยังมี “รัฐราชการ” ที่รวมศูนย์ ต่อให้เปลี่ยนรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนองค์กร เปลี่ยนกรรมการ เปลี่ยนผู้ดำรงตำแหน่ง คนชุดใหม่ก็จะถูกดูดกลับเข้าสู่โครงสร้างเดิม

และนี่เองที่ทำให้ประโยคของ“โภคิน” ที่ว่า “ขนาดพระยังไม่รอด แล้วองค์กรอิสระจะรอดหรือ?”

ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงประโยคประชด แต่มันคือคำถามว่า…ในประเทศไทยนั้น เรากำลังสร้างองค์กรที่เป็นอิสระจริงๆ หรือ กำลังสร้างองค์กรใหม่ขึ้นมาบนโครงสร้างอำนาจแบบเดิม ?

เพราะถ้าคำตอบยังเป็นอย่างหลัง ปัญหาก็อาจไม่ได้อยู่ที่ว่า…“องค์กรอิสระดี หรือไม่ดี”

แต่อยู่ที่ว่า…โครงสร้างอำนาจที่อยู่รอบองค์กรนั้น อิสระจริงหรือไม่?!