xs
xsm
sm
md
lg

อนาคตประเทศในมือ กกต. ทางออกหรือหนทางสู่วิกฤต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ผมคิดว่า วันที่ 14 กันยายนนี้ สิ่งที่สังคมต้องจับตาในคดีฮั้วเลือก ส.ว. ไม่ใช่เพียงว่า กกต.จะส่งใครไปให้ศาลฎีกาวินิจฉัยบ้าง แต่ต้องจับตาด้วยว่า คนที่ไม่ถูกส่งไปศาลนั้น กกต.ใช้เหตุผลอะไรในการยกคำร้อง เพราะจากข้อมูลที่ผมได้รับ มีแนวโน้มว่ามติหลักจะออกมา 5 ต่อ 2 และอาจมีผู้ถูกชี้มูลเพื่อส่งศาลไม่เกิน 5 คน จากผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน

แน่นอนว่า การพิจารณาต้องแยกพฤติการณ์เป็นรายบุคคล คะแนนอาจมีทั้ง 4 ต่อ 3, 5 ต่อ 2 หรือ 7 ต่อ 0 ตามน้ำหนักหลักฐานของแต่ละคน แต่ภาพใหญ่ที่ผมกำลังตั้งคำถามคือ ถ้าคดีที่ถูกกล่าวหาว่ามีการจัดตั้งเป็นเครือข่ายทั่วประเทศ สุดท้ายเหลือคนที่ต้องไปศาลเพียงหยิบมือเดียว แล้วเครือข่ายที่ปรากฏอยู่ในสำนวนหายไปไหน

ผมไม่ได้บอกว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนต้องผิดทั้งหมด และไม่ได้บอกว่าการส่งศาลเพียงไม่กี่คนเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ แต่ กกต.ต้องอธิบายให้ได้ว่า หลักฐานของคนที่ถูกส่งศาลกับคนที่ไม่ถูกส่งศาลแตกต่างกันอย่างไร เพราะการบอกเพียงว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ โดยไม่แสดงให้เห็นว่าไม่เพียงพอตรงไหน คงไม่สามารถทำให้สังคมยอมรับได้ง่ายๆ

อย่าลืมว่า ก่อนหน้านี้คณะสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 มีความเห็นให้ดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้อง 229 คน แต่เมื่อเรื่องผ่านไปถึงคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 กลับมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้องทั้งหมด หลักฐานที่คณะหนึ่งเห็นว่ามีมูล กลับกลายเป็นไม่มีมูลในสายตาของอีกคณะหนึ่ง ความแตกต่างขนาดนี้ต้องมีคำอธิบายที่มากกว่าคำว่าเป็นดุลยพินิจ

คำถามก็คือ มีหลักฐานใหม่อะไรที่หักล้างหลักฐานเดิม หรือเป็นเพียงการเปลี่ยนวิธีมองหลักฐาน ถ้าเป็นอย่างหลัง กกต.ต้องบอกให้ชัดว่า ตั้งอยู่บนหลักกฎหมายอะไร และใช้มาตรฐานเดียวกันกับผู้ถูกกล่าวหาทุกคนหรือไม่

คดีนี้มีทั้งข้อกล่าวหาเรื่องโพยหมายเลข การลงคะแนนเป็นชุด การจัดผู้สมัคร การเดินทาง ที่พัก การประสานงาน และข้อมูลทางการเงิน หลักฐานแต่ละชิ้นอาจมีคำอธิบายของมัน คนเดินทางด้วยกันไม่จำเป็นต้องฮั้ว คนโอนเงินให้กันไม่ได้แปลว่าซื้อเสียง และคนลงคะแนนเหมือนกันก็อาจเกิดขึ้นได้ แต่เมื่อเอาทุกอย่างมาต่อกันแล้ว มันยังเป็นความบังเอิญอยู่หรือไม่ นี่ต่างหากคือสิ่งที่ต้องตรวจสอบ

ถ้าแยกโพยออกจากคะแนน แยกคะแนนออกจากการจัดคน แยกการจัดคนออกจากผู้ประสานงาน แล้วแยกผู้ประสานงานออกจากเส้นเงิน สุดท้ายหลักฐานแต่ละชิ้นก็อาจดูเหมือนไม่มีอะไร แต่การกล่าวหาว่ามีการทำงานเป็นขบวนการ ต้องพิจารณาความสัมพันธ์ของหลักฐานด้วย ไม่เช่นนั้นเราจะตรวจสอบเครือข่ายที่แบ่งหน้าที่กันทำได้อย่างไร ในเมื่อคนจัดการไม่จำเป็นต้องเป็นคนลงคะแนนเอง

ตรงนี้จึงต้องกลับไปอ่านมาตรา 62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา และรัฐธรรมนูญมาตรา 226 ให้ครบถ้วน ทั้งสองมาตราวางเกณฑ์สำคัญไว้ที่การมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ ไม่ได้กำหนดให้ กกต.ต้องพิพากษาความผิดให้เสร็จสิ้นเสียเองก่อน แล้วจึงยอมให้คดีเดินไปถึงศาล

มาตรา 62 กล่าวถึงกรณีหลังประกาศผลการเลือกแล้ว เมื่อมีหลักฐานถึงเกณฑ์ตามกฎหมายเกี่ยวกับการทุจริตในการเลือกหรือการรู้เห็นกับการกระทำที่ทำให้การเลือกไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม กกต.ต้องดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ส่วนมาตรา 226 ก็กำหนดช่องทางให้ศาลฎีกาพิจารณาเพิกถอนสิทธิของผู้สมัครที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ากระทำทุจริตหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น

แน่นอน กกต.มีหน้าที่กลั่นกรอง ไม่ใช่ใครกล่าวหาใครก็ส่งศาลทั้งหมด แต่การกลั่นกรองต้องอยู่บนเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ถ้าหลักฐานถึงระดับอันควรเชื่อได้แล้ว ก็ต้องเปิดทางให้ศาลวินิจฉัย จะยกระดับเกณฑ์เสียจนต้องแน่ใจเหมือนมีคำพิพากษาแล้วจึงส่งศาลไม่ได้ เพราะเท่ากับ กกต.กำลังทำหน้าที่เป็นศาลเสียเอง

อีกเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ กกต. 4 คน ซึ่งเป็นเสียงข้างมากของคณะกรรมการทั้ง 7 คน ผ่านความเห็นชอบจาก ส.ว.ชุดปัจจุบัน ขณะที่สมาชิกจำนวนมากของวุฒิสภาชุดนี้อยู่ในกลุ่มผู้ถูกกล่าวหา คำถามเรื่องความขัดแย้งแห่งผลประโยชน์จึงเกิดขึ้นทันที เมื่อคนที่ต้องวินิจฉัยคดีมีที่มาเชื่อมโยงกับองค์กรที่สมาชิกกำลังถูกตรวจสอบ

ผมไม่ได้หมายความว่า การผ่านความเห็นชอบจาก ส.ว.ทำให้กรรมการทั้ง 4 คนมีความผิดหรือขาดความเป็นกลางโดยอัตโนมัติ แต่จะบอกว่าที่มาเช่นนี้ไม่เกี่ยวกับความเชื่อมั่นเลยก็คงไม่ได้ เพราะเรื่องที่อยู่ตรงหน้าคือการใช้ดุลยพินิจซึ่งอาจเป็นคุณแก่สมาชิกของสภาที่เคยลงมติให้ตัวเองเข้ามาดำรงตำแหน่ง

ถ้า กกต.ยืนยันว่าเป็นอิสระ ก็ต้องทำให้ประชาชนเห็นผ่านเหตุผลของมติ ต้องอธิบายว่าประเมินปัญหาการมีส่วนได้เสียอย่างไร และมีหลักประกันอะไรในการพิจารณาอย่างเที่ยงธรรม การอ้างว่าเข้ามาตามกระบวนการที่ถูกต้องเป็นคำตอบเรื่องที่มา แต่ยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมดเรื่องการใช้อำนาจในคดีนี้

ยิ่งถ้ามติสุดท้ายยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาเกือบทั้งหมด แล้วส่งศาลเพียงไม่กี่คน คำถามก็จะยิ่งหนักขึ้นว่า คนที่ถูกส่งศาลมีพฤติการณ์ต่างจากคนที่รอดอย่างไร หากใช้โพยเดียวกัน อยู่ในวงประสานงานเดียวกัน หรือมีหลักฐานเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน เหตุใดจึงถึงเกณฑ์เฉพาะบางคน ส่วนคนอื่นกลับไม่ถึงเกณฑ์ กกต.ต้องตอบด้วยข้อเท็จจริงของแต่ละคน ไม่ใช่คำอธิบายกว้างๆ ที่ใช้ครอบได้ทั้งสำนวน

เพราะการส่งศาลไม่กี่คนอาจถูกสังคมมองว่าเป็นการตัดตอน เพื่อให้ดูเหมือนมีการดำเนินคดีแล้ว ขณะที่โครงสร้างใหญ่ไม่ถูกแตะต้อง ถ้า กกต.เห็นว่าข้อสงสัยเช่นนี้ไม่จริง ก็ต้องแสดงเหตุผลให้หนักแน่นพอที่จะหักล้างได้ จะเรียกร้องให้ประชาชนเชื่อเพียงเพราะเป็นมติขององค์กรอิสระคงไม่พอ อำนาจลงมติกับความน่าเชื่อถือของมติเป็นคนละเรื่องกัน

ผมคิดว่า ความเสี่ยงทางการเมืองอยู่ตรงนี้ เพราะความไม่พอใจของสังคมไม่ได้เริ่มต้นจากคดีฮั้ว ส.ว.เพียงเรื่องเดียว ก่อนหน้านี้มีทั้งคำถามต่อมติ ป.ป.ช.ในคดีศักดิ์สยาม ความล่าช้าของกระบวนการตรวจสอบ และการจัดวางคนในระบบราชการ เมื่อเอามาต่อกัน คนจำนวนหนึ่งจึงเริ่มรู้สึกว่า อำนาจของระบอบสีน้ำเงินขยายตัวไปเรื่อยๆ แต่กลไกที่จะหยุดยั้งกลับทำงานไม่ได้อย่างที่ควรจะเป็น

แน่นอน มติ กกต.ไม่ได้ทำให้ม็อบเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ยังมีทั้งปัจจัยเรื่องผู้นำ การจัดตั้ง และความพร้อมของผู้คน แต่ถ้ามติออกมาในลักษณะที่สังคมเห็นว่าเป็นการปกป้องเครือข่ายอำนาจ โดยไม่มีคำอธิบายที่รับฟังได้ มตินั้นก็อาจกลายเป็นชนวนที่ทำให้ความไม่พอใจหลายเรื่องมารวมกัน และผลักคนที่เคยรอดูอยู่ให้ตัดสินใจลงถนน กกต.ก็จะเป็นผู้เปิดประตูไปสู่วิกฤตของสังคมไทยอีกครั้ง

ดังนั้น วันที่ 14 กันยายน กกต.ต้องเตรียมตอบให้ได้ทั้งเรื่องคนที่ส่งศาลและคนที่ไม่ส่งศาล ต้องยึดมาตรา 62 กับรัฐธรรมนูญมาตรา 226 และพิสูจน์ว่าความสัมพันธ์ในกระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งไม่ได้อยู่เหนือหน้าที่ตรวจสอบ เพราะหากยกคำร้องคนส่วนใหญ่แล้วตอบไม่ได้ว่าหลักฐานหายไปไหน กกต.ก็อาจเป็นคนราดน้ำมันลงบนกองไฟเสียเอง แล้วเมื่อคนลงถนน จะโทษแต่คนชุมนุมโดยไม่มองมติของตัวเองได้อย่างไร