สหรัฐฯกำลังเปลี่ยนออสเตรเลียเป็นฐานปฏิบัติการทางทหารส่วนหน้าในแปซิฟิก โดยที่กองกำลังอเมริกาและผู้รับเหมาด้านกลาโหมทั้งหลายได้เป็นผู้ควบคุมหรือไม่ก็เข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของประเทศแห่งนี้ ราวๆ 1 ใน 3 ตามรายงานของเดอะการ์เดียนเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวที่มีเป้าหมายสกัดการแผ่ขยายอิทธิพลทางทหารของจีนในภูมิภาคแถบนี้
เดอะการ์เดียน สื่อมวลชนอังกฤษ อ้างข้อมูลที่รวบรวมโดยสถาบันนอติลุสเพื่อความมั่นคงและความยั่งยืน ระบุจากที่ตั้งทางทหาร 168 แห่งที่ได้รับการสำรวจ พบว่ามี 110 แห่งที่มีกองทัพสหรัฐฯหรือบริษัทผู้รับเหมากลาโหมของอเมริกาเข้าไปเกี่ยวข้องในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
ในข้อมูลพบว่า มีที่ตั้งทางทหาร 17 แห่งที่อยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐฯโดยตรง ในนั้นรวมถึงศูนย์ข่าวกรองไพน์แกป ทางตอนกลางของออสเตรเลีย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในภารกิจสอดแนมและปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่ตั้งแห่งนี้ทำหน้าที่แกะรอยติดตามการยิงขีปนาวุธ, ดักฟังการสื่อสารและมอบข้อมูลเป้าหมายต่างๆแก่กองกำลังอเมริกาทั่วโลก
ส่วนที่ตั้งอื่นๆนั้น รวมไปถึงสถานีสื่อสารทางทะเล ทางตะวันตกของออสเตรเลีย ที่ใช้สื่อสารกับบรรดาเรือดำน้ำของสหรัฐฯที่ดำอยู่ใต้น้ำ และฐานทัพอากาศ RAAF ทินดาล ทางเหนือของประเทศ ซึ่งกำลังได้รับการขยายเพื่อรองรับเครื่องบบินทิ้งระเบิดศักยภาพบรรทุกอาวุธนิวเคลียร์ B-52
"อากาศยานเหล่านี้สามารถลงจอดบนแผ่นดินออสเตรเลีย โดยที่บรรทุกอาวุธนิวเคลียร์มาด้วย รัฐบาลสหรัฐฯไม่จำเป็นต้องบอกกับออสเตรเลีย ว่าพวกเขาจะดำเนินการเช่นนั้นหรือไม่ หรือเมื่อไหร่ และรัฐบาลออสเตรเลียจะไม่ถามเช่นกัน" เดอะการ์เดียนระบุ
นอกเหนือจากเหล่าที่ตั้งทางทหารที่อยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรงแล้ว กองทัพสหรัฐฯยังเข้าถึงที่ตั้งทางทหารอื่นๆของออสเตรเลียอีกหลายสิบแห่ง ส่วนบรรดาบริษัทผู้รับเหมาด้านกลาโหมของอเมริกา ในนั้นรวมถึงล็อคฮีด มาร์ตินและ นอร์ทธรอป กรัมแมน ปฏิบัติการ ณ ที่ตั้งทางทหารอื่นๆ
ทั้งนี้จากข้อมูลของนอติลุส พบว่า 41 แห่งจากที่ได้ทำการสำรวจ 168 แห่ง ไม่มีสหรัฐฯเกี่ยวข้องใดๆ ส่วนสถานะของที่ตั้งทางทหารอีก 17 แห่งที่เหลือ ยังไม่ทราบแน่ชัด
อิทธิพลของสหรัฐฯก็กำลังขยายตัวเช่นกัน โดยในเดือนมิถุนายน ทางเอเอฟพีรายงานว่าอเมริกากำลังจัดตั้งคลังสำรองถาวรสำหรับอาวุธ กระสุน และยุทโธปกรณ์ที่พร้อมสำหรับการรบ เพื่อรองรับนาวิกโยธินในออสเตรเลีย ท่ามกลางความคาดหมายว่าคลังสำรองแห่งนี้จะสามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพภายในปี 2028
"เป็นเวลานานหลายทศวรรษแล้ว ที่สหรัฐฯเตรียมความพร้อมด้านขีดความสามารถสำหรับการปฏิบัติการทางทหารที่มีความเข้มข้นและรวดเร็วสูง รับมือกับจีน โดยใช้ออสเตรเลียเป็นฐานปล่อย" ริชาร์ด แทนเตอร์ นักเขียนของศูนย์ข้อมูลสถาบันนอติลุส บอกกับการ์เดียน
"จากมุมมองของจีน ออสเตรเลียไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ บนแผ่นดินของพวกเขาอีกต่อไปแล้ว แต่ตัวออสเตรเลียเองเปรียบเสมือนฐานทัพของสหรัฐฯเลยทีเดียว ออสเตรเลียคือชิ้นส่วนยุทธศาสตร์สำคัญ ในกลไกการทำสงครามของอเมริกา" แทนเตอร์กล่าว
แคนเบอร์รายืนกรานว่าการปรากฏตัวทางทหารมากขึ้นเรื่อยๆของอเมริกา เป็นการเสริมความเข้มแข็งแก่ความมั่นคงของออสเตรเลีย และ ริชาร์ด มาร์เลส รัฐมนตรีกลาโหม เคยกล่าวเมื่อเดือนมิถุนายน ว่าการขยายอิทธิพลของสหรัฐฯเป็นสิ่งสำคัญกับทั้งการสร้างแสนยานุภาพทางทหารของประเทศและความมั่นคงแห่งชาติ
มาร์เลส ยังอ้างด้วยว่าการมีกองกำลังสหรัฐฯ จะช่วยรับมือกับสิ่งที่เขาเรียกว่า "การเสริมสร้างแสนยานุภาพทางทหารครั้งใหญ่" ของจีนในภูมิภาคนี้
คริสโตเฟอร์ ไพน์ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมออสเตรเลีย บอกว่าข้อตกลง AUKUS ปี 2021 ระหว่างออสเตรเลีย, สหรัฐฯและสหราชอาณาจักร มีขอบเขตครอบคลุมมากกว่าแค่เรื่องที่แคนเบอร์ราจะจัดหาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์
เขาให้คำจำกัดความข้อตกลงดังกล่าวว่าเป็นการ "สถาปนาฐานทัพเรือดำน้ำแห่งใหม่ของสหรัฐฯในมหาสมุทรอินเดีย" ซึ่งจะเปิดทางให้วอชิงตันมีความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์เป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม แทนเตอร์ วิพากษ์วิจารณ์แนวทางนี้ของแคนเบอร์รา โดยกล่าวว่าเป็น "ความล้มเหลวเชิงสถาบันครั้งใหญ่ในออสเตรเลีย เป็นความไร้ความสามารถที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในระดับการเมือง รัฐสภา และระบบราชการ"
(ที่มา:อาร์ทีนิวส์)

