xs
xsm
sm
md
lg

“เจาะลึกวิกฤตไทยถังขยะพิษของโลก” EP.1 แฉกลยุทธ์ “ฟอกขยะพิษ” ข้ามชาติ “ภูมิใจไทย” ลอยแพ 3 ร่าง กม.คุมมลพิษ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ซีรีส์ “เจาะลึกวิกฤตไทยถังขยะพิษของโลก”EP.1 แฉกลยุทธ์ “ฟอกขยะพิษ” ข้ามชาติ“ภูมิใจไทย” ลอยแพ3 ร่าง กม.คุมมลพิษ

กรณี 16 บริษัททุนจีนร่วมกับนอมินีคนไทยลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ 126 ตู้คอนเทนเนอร์ ผ่านด่านศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รับเรื่องตรวจสอบ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 โดยนัดเปิดตู้ตรวจของกลางในวันที่ 14 กันยายน 2569 เป็นอีกหนึ่ง 'ละครปาหี่วนลูป' เมื่อย้อนดูแฟ้มคดีของดีเอสไอที่เคยยึดอายัด และร่วมเปิดตู้คอนเทนเนอร์ขยะพิษมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่กลับไม่เคยหยุดยั้งขบวนการขยะพิษข้ามชาติได้เลย

ผลงานของดีเอสไอขาดปฏิบัติการเชิงรุกขยายผลร่วมกับปปง.ใช้อำนาจกฎหมายฟอกเงินยึดทรัพย์นายทุนตัวจริง ปล่อยให้ขบวนการทุนข้ามชาติสวมสิทธิ์นอมินีกลับมาฟอกขยะพิษซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่เป็นคดีอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมที่สร้างความพินาศย่อยยับแก่ระบบนิเวศและสุขอนามัยของประชาชน

ที่สำคัญที่สุด ปาหี่คดี 126 ตู้ ได้กระชากหน้ากาก “สามเหลี่ยมฟอกขยะพิษข้ามชาติ” ให้เห็นภาพชัดเจน:

1.ต้นทาง - “ล่าอาณานิคมสีเขียว และ มายาคติ ESG” : ขยะพิษมหาศาลเหล่านี้ถูกสำแดงเท็จนำเข้ามาจาก "สหรัฐอเมริกา" มหาอำนาจตะวันตกที่โหมประโคมนโยบาย ESG, Net Zero และมาตรฐานสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวดในบ้านตัวเอง แต่กลับแอบส่งออกกากมลพิษข้ามโลกผลักภาระให้ไทยเป็นผู้รับมลพิษ

2.กลางทาง - ทุนจีน & ช่องโหว่ Free Zone: ตู้ขยะพิษคราวนี้มี "เจ้าของตัวจริงเป็นทุนจีน" ใช้สำนักงานกฎหมายตั้งคนไทยเป็นนอมินีบังหน้า ใช้อุบายสำแดงเท็จว่าเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือชิ้นส่วนมือสอง แล้วขนผ่านจุดเขตปลอดอากร ณ ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อรอดพ้นการตรวจคัดกรองของกรมศุลกากร ก่อนส่งไปคัดแยกเอาแร่มีค่า ณ โรงงานในพื้นที่จังหวัดชลบุรีและฉะเชิงเทรา

3.ปลายทาง - ปราจีนบุรี ถังขยะโลก: เมื่อคัดแยกเอาแร่มีค่าเสร็จสิ้น กากมลพิษอันตรายที่เหลือทั้งหมดจะถูกขนไป ฝังกลบในพื้นที่ที่บริษัททุนจีนได้เช่าไว้ในจังหวัดปราจีนบุรี

ขณะเดียวกัน สภาวะการทำงานแบบ "วัวหายแล้วล้อมคอก" และ “ปาหี่การเมืองฉากใหญ่” ยังสะท้อนผ่านท่าทีของสองรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงหลัก นั่นคือ

•เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ออกมาลั่นวาจาผ่านสื่อว่า "สั่งยกระดับปราบปรามลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ฟันอาญา-แพ่ง งัดกฎหมายฟอกเงินยึดทรัพย์ บังคับใช้ ระบบใบกำกับการขนย้ายกากอุตสาหกรรมแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Manifest) ควบคู่ GPS และดันหลักเกณฑ์การสิ้นสุดความเป็นของเสีย (End-of-Waste) หรือข้อกำหนดของเสียอุตสาหกรรมได้ผ่านกระบวนการบำบัด คัดแยก หรือหรือรีไซเคิลอย่างถูกต้องจนพ้นสถานะความเป็นของเสีย เปลี่ยนสภาพเป็นวัตถุดิบซ้ำหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ นำไปใช้ประโยชน์หรือซื้อขายได้อย่างปลอดภัย

•ย้อนไปเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีในฐานะผู้แทนรัฐบาล เพื่อสยบการคัดค้านของ "เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง" โดยย้ำว่า “ปราจีนบุรีไม่อยู่ใน EEC มีเพียงชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ยืนยันรัฐบาลรับฟังประชาชน คุมเข้มสิ่งแวดล้อม และสั่งสอบปัญหาน้ำเสียคลองบุญเลิศ กลิ่นเหม็นโรงหลอมศรีมหาโพธิ และขยะพิษกบินทร์บุรีแล้ว”

คำถามจากภาคประชาสังคมคือ ทำไมรัฐบาลจึงเพิ่งจะมาตื่นตัวปราบปรามและอ้างว่ารับฟังประชาชน ในวันที่แผ่นดินไทยถูกอาบไปด้วยสารพิษ และขยะอิเล็กทรอนิกส์จนพินาศแล้ว?

การอ้างว่าปราจีนบุรีไม่อยู่ใน EEC เป็นการกลบเกลื่อนความจริงที่ว่า ปราจีนบุรีถูกใช้เป็น "ถังขยะหลังบ้าน" รองรับกากมลพิษส่วนเกินมหาศาลจาก EEC มานานนับปี ซ้ำร้ายคำสั่งให้ตรวจสอบมลพิษก็จบลงด้วยคำตอบแบบซื้อเวลาของระบบราชการเดิมๆ คือ "อยู่ระหว่างรอผลวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการ ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุได้"

ตัวเลขสถิติคือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สวนหมัดรัฐบาล โดย เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) เปิดเผยชุดข้อมูลสถิติตั้งแต่ปี 2560–2568 พบว่า ประเทศไทยมีเหตุการณ์ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนสารเคมีร้ายแรงที่เปิดเผยต่อสาธารณะสูงถึง 382 ครั้ง โดยพื้นที่ภาคตะวันออกครองแชมป์มากที่สุด ได้แก่ ระยอง 43 ครั้ง, ชลบุรี 35 ครั้ง และปราจีนบุรี 30 ครั้ง

ดร.สมนึก จงมีวศิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเครือข่าย EEC Watch ระบุสถิติสะสมในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาว่า ประเทศไทยพบเหตุการณ์ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนโลหะหนักต่อเนื่องเกือบ 400 ครั้ง โดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคม 2569 พื้นที่ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เกิดเหตุลักลอบทิ้งขยะพิษถี่ใน 3 ตำบล คือ หาดนางแก้ว, วังท่าช้าง และวังตะเคียน

ตอกย้ำด้วยเหตุการณ์วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ที่พบรถบรรทุกพ่วง 22 ล้อ ทะเบียนปราจีนบุรี นำกากอุตสาหกรรมอันตรายไปเททิ้งกองไว้ 6 กอง ในบ่อดินลูกรังร้าง ต.ห้วยโจด อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว จนกระทั่ง ทนายชำนัญ ศิริรักษ์ ทีมสืบสอบมลพิษ ต้องเอ่ยปากสะท้อนความจริงอันน่าเศร้าว่า "ภาพที่ปรากฏต่อสายตา กลิ่นที่ปะทะเข้ากับจมูก และความรู้สึกจากไอละอองสารเคมีที่กระทบกับร่างกาย เห็นได้ชัดว่าแผ่นดินไทยของเรากำลังโรยอาบด้วยสารพิษสารเคมีจากโรงงานที่ไร้ความรับผิดชอบและส่วนราชการที่ไม่ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเพียงพอ ขบวนการทุนกับคอรัปชั่นเมื่อเจอกัน แผ่นดินก็ chip หาย"

“ภูมิใจไทย” ลอยแพ 3 ร่าง กม.คุมมลพิษ

คงไม่เกินเลยสักเท่าใดนัก หากจะชี้ว่ารากเหง้าที่แท้จริงของวิกฤตขยะพิษท่วมเมือง เกิดจากการขาดเจตจำนงทางการเมืองต่อประชาชนของพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลในเวลานี้

ความไม่จริงใจในการแก้ปัญหาที่เห็นชัดที่สุด คือกรณี ร่าง พ.ร.บ.การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (พ.ร.บ. PRTR ฉบับภาคประชาชน) ที่ภาคประชาชนและมูลนิธิบูรณะนิเวศลงชื่อผลักดันกว่า 11,000 รายชื่อ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทยกลับ "ไม่ยอมลงมติยืนยันส่ง ร่าง พ.ร.บ. PRTR เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 2 และ 3" ส่งผลให้ร่างกฎหมายเปิดเผยข้อมูลมลพิษถูกปัดตกและต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่

การลอยแพร่าง พ.ร.บ. PRTR คือการ "ริบดาบในมือประชาชน" เพื่อไม่ให้สังคมรู้ว่าโรงงานข้างบ้านมีสารเคมีอันตรายชนิดใด ควบคู่ไปกับพฤติกรรมของ “สว. สายสีน้ำเงิน” ที่มีสายสัมพันธ์พรรคภูมิใจไทย ที่ลงมติ "ตัดบทนิยามและกลไก PRTR ออกจากร่าง พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด" ในชั้นวุฒิสภา

ขณะเดียวกัน เมื่อเกิดวิกฤตลักลอบทิ้งกากพิษและถังสารเคมีในพื้นที่ อ.กบินทร์บุรี และ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี สร้างความทุกข์ร้อนให้กับชาวบ้านจนมีการเคลื่อนไหวร้องเรียนให้แก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง ทว่า ส.ส.ในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี สังกัดพรรคภูมิใจไทย กลับถูกชาวบ้านและเครือข่ายสิ่งแวดล้อมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า วางเฉย ไร้การขับเคลื่อนเชิงรุก ไม่เคยตั้งกระทู้ถามสด ไม่เคยใช้กลไกสภาฯ กดดันสั่งปิดโรงงาน และคล้ายมีท่าทีเลือกยืนข้างกลุ่มทุนโรงงานรีไซเคิลขยะพิษ มากกว่าประชาชน

ยิ่งไปกว่านั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ซึ่งมีอำนาจเต็มมือ หากมีเจตจำนงทางการเมืองที่จะแก้ไขปัญหาขยะพิษ สามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. การสาธารณสุข และ พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ออกคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ตั้ง "ศูนย์ปฏิบัติการพิเศษเอกซเรย์โรงงานขยะพิษ" สั่งการให้ผู้ว่าฯ และ อปท. สั่งปิดหรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการอันตรายต่อสุขภาพของโรงงานรีไซเคิลเถื่อนได้ทันที โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากกระทรวงอุตสาหกรรม

อีกทางหนึ่ง นายอนุทิน สามารถใช้อำนาจนายกฯ เสนอ ครม. ตั้งคณะกรรมการวิสามัญระดับชาติปราบปรามอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม เหมือนกรณีการตั้งคณะกรรมการนโยบาย Data Center แต่คำถามคือ เหตุใดนายอนุทิน และพรรคภูมิใจไทย จึงไม่เคยใช้อำนาจในการแก้ปัญหาขยะพิษและมลพิษให้ประชาชน?

ทางด้านพรรคเพื่อไทยเองก็เกียร์ว่างที่ไม่ใช้อำนาจทางการเมืองผลักดันร่าง พ.ร.บ. PRTR เข้าสู่สภาฯ

วิกฤตนี้จึงนำไปสู่การ "แช่แข็ง 3 ร่างกฎหมายกู้ชาติกู้วิกฤตขยะพิษข้ามโลก" ที่ฝ่ายการเมืองเล่นบทยื้อยุด ได้แก่:

1.ร่าง พ.ร.บ. WEEE (จัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์): ที่จะมาช่วยกู้ชาติโดยบังคับใช้หลักให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องจ่ายค่ากำจัดซากตั้งแต่ต้นทาง ปิดช่องนอมินีสวมสิทธิ์ฟอกขยะพิษข้ามชาติ

2.ร่าง พ.ร.บ. PRTR (รายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ): ซึ่งบังคับเปิดเผยข้อมูลการใช้และการปล่อยสารเคมีอันตรายบนระบบข้อมูลสิ่งแวดล้อมแบบเปิดแบบเรียลไทม์ คืนสิทธิการรับรู้ให้ประชาชนร่วมเป็นตำรวจสิ่งแวดล้อมและใช้เป็นหลักฐานฟ้องร้องผู้ก่อมลพิษได้ทันที

3.ร่าง พ.ร.บ. จัดการกากอุตสาหกรรม / ปฏิรูป พ.ร.บ. วัตถุอันตราย: ที่จะมาช่วยกู้ชาติโดยการเพิ่มโทษอาญาจำคุกหนักขึ้น ปรับตามมูลค่าความเสียหายจริง บังคับโรงงานวางเงินประกันความเสี่ยงสิ่งแวดล้อมและบังคับส่งกลับขยะพิษนำเข้าผิดกฎหมายไปยังประเทศต้นทาง

ชำแหละกลยุทธ์ทุนเทาฟอกกากพิษ

คำถามที่ว่า ทำไมกลุ่มทุนข้ามชาติสามารถขนขยะพิษข้ามโลกมาเทกองทิ้งไว้ในประเทศไทยได้อย่างสบายใจ? ดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม มีคำตอบโดยชี้ให้เห็นรากเหง้าผ่านการชำแหละ "กลยุทธ์ 3 ชั้นของขบวนการฟอกขยะพิษ" ที่อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายและสิทธิประโยชน์จาก EEC และการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI เป็นพรมแดงต้อนรับทุนสีเทา

ดร.สนธิ คชวัฒน์ ระบุว่า "การบริหารจัดการของ EEC และ BOI กลายเป็นช่องทางสำคัญที่กลุ่ม 'ทุนเทา' ใช้หลีกเลี่ยงและละเมิดกฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ... ทุนสีเทามักยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในประเภทกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น 'กิจการรีไซเคิลขยะ' เพื่อรับสิทธิยกเว้นภาษีและการถือครองที่ดิน แต่พฤติกรรมจริงกลับลักลอบนำเข้าขยะพิษอันตรายจากต่างประเทศเข้ามาแบบผิดกฎหมาย แล้วใช้วิธีฝังกลบหรือบำบัดแบบไม่ได้มาตรฐานเพื่อลดต้นทุน"

ดร.สนธิ ชำแหละกลยุทธ์ 3 ชั้นของกลุ่มทุนเทา ดังนี้

1.การสำแดงเท็จผ่าน Free Zone & BCG: สิทธิประโยชน์ Free Zone ใน EEC อำนวยความสะดวกศุลกากร กลุ่มทุนเทาจึงสวมรอยใช้นโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน สำแดงเท็จว่าขยะพิษคือ "วัตถุดิบพลาสติก" หรือ "ชิ้นส่วนมือสอง" เพื่อนำเข้ามาสกัดเอาเฉพาะทองแดงและโลหะมีค่าเพียง 10% แล้วแอบนำ "กากมลพิษเข้มข้นอีก 90%" ที่เหลือไปลักลอบเททิ้งฝังกลบในพื้นที่เกษตรกรรม

2.การใช้ตัวแทนอำพราง & ส่วยอุตสาหกรรม: ทุนต่างชาติใช้สำนักงานกฎหมายจัดตั้งบริษัทนอมินีถือหุ้นบังหน้า เมื่อเกิดเหตุมลพิษจะสั่งปิดโรงงาน ย้ายเครื่องจักร ทิ้งกากพิษไว้ แล้วหนีกลับประเทศโดยไม่โดนดำเนินคดี พร้อมใช้เม็ดเงินสร้างระบบส่วยอุปถัมภ์กับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

3.การปลดล็อกผังเมือง &ลัดขั้นตอน EIA: คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 และ พ.ร.บ. EEC อนุญาตให้เปลี่ยนผังเมืองเกษตรกรรมเป็นเขตอุตสาหกรรมได้ง่าย ส่งผลให้โรงงานขยะพิษประเภท 105 และ 106 แทรกซึมเข้าใกล้ชุมชน บวกระบบรวบรัดลัดขั้นตอนการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA จนไร้การตรวจสอบประวัติเชิงลึก

พฤติการณ์ทั้งหมดนี้สะท้อนปรากฏการณ์ “การฉวยโอกาสจากกฎเกณฑ์และช่องโหว่ทางกฎหมาย” อย่างชัดเจน กลุ่มทุนข้ามชาติเลือกทิ้งขยะพิษในไทยเพราะรู้ดีว่า บทลงโทษตาม พ.ร.บ. วัตถุอันตรายฯ ของไทยเบาหวิว ปรับไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อถึงชั้นศาลหากสารภาพลดเหลือ 40,000 บาท ต้นทุนนี้ถูกคิดคำนวณไว้แล้วว่าเป็นเพียง "ส่วนลดทางธุรกิจ" ที่คุ้มค่ามหาศาลเมื่อเทียบกับกำไร

ยิ่งเมื่อบวกกับสภาวะลอยตัวของสองเจ้ากระทรวง ทั้ง นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ และ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ที่ปล่อยให้ข้าราชการหน้างานและชาวบ้านเสี่ยงภัยอิทธิพลมืดและการถูกฟ้องปิดปากโดยลำพัง ร่วมกับการที่ กรมศุลกากร ที่ใช้วิธี "สุ่มตรวจตู้สินค้า ณ ท่าเรือแหลมฉบังเพียง 10%" ประเทศไทยจึงกลายเป็นถังขยะพิษที่กลุ่มทุนข้ามชาติเข้ามาสร้างเม็ดเงินกำไรจากช่องโหว่กฎหมายอย่างเสรี ทิ้งความพินาศทางสิ่งแวดล้อมไว้ให้คนไทยรับกรรม!.