“สนธิ ลิ้มทองกุล” นัดมวลชน 09.30 น. วันที่ 10 ก.ย. ที่สถานทูตอิสราเอล เป็นการเปิดเกมการเมืองรอบใหม่ ประกาศชัดว่า จะจับตารัฐบาล รวมทั้งเส้นตาย วันที่14 ก.ย. เรื่องคดีฮั้ว สว.
แต่ช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ข่าวตำรวจกองปราบบุกจับ “หลวงพ่อโชติ” วัดพุทไธศวรรย์ ยักยอกเงินกว่า 92 ล้านบาท โอนให้สีกา ยังมีประเด็นเสพเมถุน พร้อมคลิปขณะหลวงพ่อโชติมั่วสีกา ก็ขึ้นมาแรงตั้งแต่เช้า เช่นกัน
นี่เป็นข่าวประเภทที่เรียกว่า “ข่าวดูดสายตา” ข่าวช็อกสังคม เพราะมันมีองค์ประกอบครบเลย
พระชื่อดัง วัดดัง เงิน 90 กว่าล้าน สีกา เรื่องทางเพศ การจับกุม มีคลิป มีหลักฐาน เรื่องความเชื่อและภาพจำจากอดีตของวัด และตัวของพระ
แน่นอนว่า คนทำสื่อจะต้องให้พื้นที่กับข่าวนี้ นอกจากเรื่องหลักแล้วก็จะมีการขุดอดีตในแง่มุมต่างๆ มา “เคียงข่าว
ขณะที่คนทั่วไป ก็หันมาให้ความสนใจ พูดคุย กันถึงเรื่องข่าวนี้ทันที และมันก็สามารถ “กลบข่าว” สนธิ ได้โดยธรรมชาติของตัวมันเอง
แต่ความสำคัญและสิ่งที่น่าสนใจคือ ช่วงเวลาที่เกิดข่าว เพราะไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นแบบปัจจุบันทันด่วน หรือเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่เป็นเรื่องที่มีการสืบเสาะ หาข้อมูล หลักฐานมาแล้ว มีแม้กระทั่งคลิปที่กำลังมั่วสีกา
ทุกอย่างมีความพร้อมรออยู่แล้ว เพียงแต่รอเวลาที่จะให้เป็นข่าวเท่านั้น
เรื่องอย่างนี้ในวงการตำรวจรู้กันดีว่า ควรดำเนินการจังหวะไหน เมื่อไร จึงจะเป็นผลงานที่มีคุณค่า มีราคา!
“ข่าวจับพระกลบข่าวสนธิ” อันนี้ พิสูจน์ได้จากผลลัพธ์ทางสื่อว่ามีผู้ให้ความสนใจมากน้อยแค่ไหน สนใจข่าวไหนมากกว่ากัน สามารถชี้วัดได้ด้วยตัวเลข
แต่ถ้าว่า “ข่าวจับพระถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกลบข่าวสนธิ” อันนี้พิสูจน์ยาก ต้องมีหลักฐานเรื่องเจตนา และการประสานงาน มาเป็นองค์ประกอบ
ถ้าย้อนไปดูเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต มันก็จะเห็น “แพตเทิร์น” เดียวกันนี้ คือจับพระชื่อดัง ในสถานการณ์ที่มีข่าวการเมืองในทางลบ
อย่างกรณี “เจ้าคุณแย้ม” วัดไร่ขิง วันที่ 15 พ.ค.68 เป็นวันที่ตำรวจออกหมายจับ และ เจ้าคุณแย้ม เข้ามอบตัว ปมยักยอกเงินวัดกว่า 300 ล้านบาท และเล่นพนันออนไลน์ เป็นข่าวใหญ่ระดับประเทศทันที
เมื่อลองไปเช็กดูว่า ช่วงวันที่ 15 พ.ค.68 การเมืองไทยกำลังมีอะไร ก็พบว่ามีเรื่องที่หนักๆ หลายเรื่องพร้อมกัน เช่น
ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” รมว.ยุติธรรม หยุดปฏิบัติหน้าที่กำกับ DSI จากปมคดีฮั้วสว.
ความขัดแย้ง ระหว่าง “แดง–น้ำเงิน” ที่กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงยุติธรรม กำลังร้อน
คดีฮั้ว สว. กำลังเป็นเรื่องใหญ่
ปัญหา “ทักษิณ กับชั้น 14” และ มติแพทยสภา กำลังถูกจับตา
หนังสือพิมพ์ในวันนั้น มีเรื่อง “สั่งทวีหยุดคุม DSI” และ วิเคราะห์ว่า คดีฮั้วสว. กำลังสะเทือนเสถียรภาพรัฐบาล
และในวันเดียวกัน ... “เจ้าคุณแย้มยักยอก 300 ล้าน เล่นพนันออนไลน์” ขึ้นมาเป็นข่าวใหญ่ พาดหัวตัวเป้ง
ต้องไม่ลืมว่า เรื่อง “เจ้าคุณแย้มวัดไร่ขิง” ไม่ได้เพิ่งเกิดใน วันที่15 พ.ค. แต่ทางตำรวจทำการสืบสวนมาก่อนหน้านั้น มีการใช้สายลับแฝงตัวประมาณ 8 เดือน ดังนั้น จังหวะการจับกุม ย่อมมีเหตุผลทางคดีของมันเอง
ไม่มีหลักฐานใด ที่มัดว่า “รัฐบาลเห็นข่าวDSI กำลังเสียหาย จึงสั่งจับเจ้าคุณแย้ม”
แต่สังคมสามารถฉุกคิดได้ว่า เมื่อการจับกุมเกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับวิกฤตการเมือง มันทำให้เกิดการแข่งขันแย่งพื้นที่ข่าว และความสนใจของสังคมไปโดยอัตโนมัติ!
อีกกรณี “หลวงพ่ออลงกต” ยิ่งน่าสนใจ
วันที่ 26 ส.ค.68 กองปราบบุกจับ “หลวงพ่ออลงกต” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ พร้อม “หมอบี” โดยคดีเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินบริจาค และข้อหาต่างๆ รวมถึง ฟอกเงิน
แล้วมาดูกันว่า วันที่ 26 ส.ค.68 การเมืองกำลังอยู่ตรงไหน มีเหตุการณ์อะไร
ปปรากฏว่า นี่คือช่วง 3 วัน ก่อนถึงวันที่ 29 สิงหาคม ที่ศาลรัฐธรรมนูญ จะวินิจฉัยคดีคลิปเสียง “แพทองธาร–ฮุน เซน”
ตอนนั้นการเมืองกำลังอยู่ในภาวะที่แทบเรียกได้ว่า “นับถอยหลังชี้ชะตารัฐบาล”
วันที่ 26 ส.ค.นั้น “อนุทิน” ยังถูกถามตรงๆ ว่า “ภูมิใจไทย” ตั้งวอร์รูม รอคำวินิจฉัยหรือไม่ ซึ่งเจ้าตัวตอบว่า “ไม่มีวอร์รูม จะไปรบกับใครเล่า มีแต่เลิฟรูม”
ขณะที่สื่อกำลังจับตาว่า “แพทองธาร” จะพ้นตำแหน่งหรือไม่
แล้วคืนนั้น เวลา ตี 1 กองปราบ บุกจับ “หลวงพ่ออลงกต” ข่าวนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ทันที
และมันไม่ใช่แค่ข่าว “จับพระ” เพราะหลังจากนั้น ข่าวที่ต่อเนื่องตามมา มีทั้งเรื่อง เงินบริจาค เรื่องหมอบี เรื่องสวมบัตร มูลนิธิ เงินวัด ผู้ป่วย HIV ที่ดิน สื่อสามารถแตกแขนง สร้างข่าวได้เป็นสิบประเด็น
ข่าวแบบนี้ จึงมีคุณสมบัติในการกินพื้นที่สื่อสูงมาก และมันเป็นไปโดยอัตโนมัติ โดยไม่จำเป็นต้องมี “วอร์รูมรัฐบาล” คอยกำกับ
แค่เปิดประเด็นมา แล้วระบบข่าว มันจะทำงานของมันเอง
ข่าว “สนธิ” บุกสถานทูตยิว ที่เป็นประเด็นการเมือง จึงถูกชิงพื้นที่จากข่าวจับพระ ที่มีองค์ประกอบทั้งเรื่อง เงินวัด สีกา เซ็กซ์ คนทำสื่อเห็นว่า ช็อกกว่า ง่ายกว่า ดรามากว่า
แต่ต้องไม่ลืมว่า “สนธิ” ไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหวแค่เรื่อง “ยิว” เรื่องเดียว แต่ยังมีหมุดหมายที่วันที่ 14 ก.ย. ในเรื่อง “ฮั้วสว.”
ยังมีเรื่อง ต่างชาติ ทุนเทา ความล้มเหลวในการบริหารงานของรัฐบาล การทุจริต คอร์รัปชัน อธิปไตยที่ชายแดน คดีฮั้ว สว. เรื่ององค์กรอิสระ ทุกเรื่องพร้อมถูกยกระดับ
หากวันที่ 14 ก.ย.นี้ คดีฮั้วสว.ถูก กกต.ตัดจบ ต่อให้หาข่าวใหญ่อื่นๆ มาแทรกหวังเบนประเด็น ก็จะไม่มีความหมายเลย
เพราะถึงที่สุดสังคมก็จะเห็นว่า เรื่องของประเทศชาติบ้านเมือง สำคัญกว่าเรื่องดรามา !

