รัฐบาลหวั่นม็อบสร้างความเดือดร้อน แต่ประชาชนถามกลับ ระหว่างความไม่สะดวกจากการชุมนุม กับปัญหาเศรษฐกิจที่ยังแก้ไม่ได้ อะไรคือต้นทุนที่แท้จริงที่ประชาชนต้องแบกรับมากกว่ากัน
ท่าทีของ 'วราวุธ ศิลปอาชา' รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และแกนนำพรรคภูมิใจไทย ต่อกรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล อเตรียมเคลื่อนไหวทางการเมืองว่า ขอให้อยู่ในกรอบกฎหมาย และอย่าก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน อาจเป็นคำพูดที่ฟังดูมีเหตุผล และคงไม่มีใครต้องการเห็นการชุมนุมที่สร้างผลกระทบต่อคนทั่วไป
แต่คำถามคือ เมื่อพูดถึง “ความเดือดร้อนของประชาชน” แล้ว เรากำลังมองความเดือดร้อนในแง่ไหน ทั้งนี้ แน่นอนว่า หากมีการปิดถนน การจราจรติดขัด หรือทำให้คนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองต้องเสียเวลาและเสียโอกาสในการทำมาหากิน นั่นคือความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งผู้ชุมนุมและคุณสนธิไม่มีเจตนาจะให้เกิดผลกระทบใดๆทั้งสิ้น
แต่ความเดือดร้อนของประชาชนไม่ได้มีแค่เรื่องรถติดหรือการชุมนุม ยังมีความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นทุกวันจากค่าครองชีพ รายได้ที่ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย หนี้สิน เศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นอย่างที่ประชาชนคาดหวัง รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของทั้งประชาชนและภาคธุรกิจ
จึงต้องถามกลับไปยังรัฐบาลว่า ระหว่างการที่ประชาชนออกมาใช้สิทธิและเสรีภาพในการชุมนุม กับการที่รัฐบาลอนุทินยังบริหารประเทศต่อไป ขณะที่ปัญหาหลายเรื่องยังไม่ได้รับการแก้ไข อะไรสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนมากกว่ากัน
คำถามนี้ไม่ได้หมายความว่าการชุมนุมจะทำอะไรก็ได้ เพราะในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนมีสิทธิแสดงความคิดเห็นและชุมนุมโดยสงบ แต่ก็ต้องเคารพกฎหมายและไม่ละเมิดสิทธิของคนอื่น ขณะเดียวกัน รัฐบาลเองก็ต้องยอมรับว่าการบริหารประเทศย่อมถูกตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ และตั้งคำถามได้เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลยังมีปัญหาอีกมากที่ต้องตอบ
สิ่งที่รัฐบาลควรทำจึงไม่ใช่เพียงการบอกประชาชนว่าอย่าสร้างความเดือดร้อน แต่ต้องทำให้ประชาชนเห็นด้วยว่า รัฐบาลกำลังแก้ปัญหาอย่างจริงจัง และสิ่งที่รัฐบาลทำสามารถเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง เพราะหากรัฐบาลทำงานได้ดี เศรษฐกิจดีขึ้น ประชาชนมีรายได้มากขึ้น ปัญหาปากท้องได้รับการแก้ไข และรัฐบาลมีความน่าเชื่อถือ การเคลื่อนไหวทางการเมืองก็ย่อมยากที่จะได้รับแรงสนับสนุนจากประชาชนในวงกว้าง แต่หากปัญหายังคงอยู่ ความไม่พอใจก็ย่อมสะสม
ตรงนี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลอนุทิน เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ได้มีเพียง “ความสงบ” แต่ต้องการเห็นรัฐบาลทำงานและแก้ปัญหาได้ด้วย รัฐบาลอาจพูดได้ว่าการชุมนุมทำให้เกิดความไม่สะดวก แต่รัฐบาลก็ต้องตอบให้ได้เช่นกันว่า การบริหารประเทศของตัวเองกำลังสร้างต้นทุนให้ประชาชนมากเพียงใด
การจราจรติดขัดจากการชุมนุมอาจเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วัน แต่หากประชาชนต้องเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ หนี้สิน หรือความไม่แน่นอนทางการเมืองไปอีกหลายปี ความเดือดร้อนแบบไหนกันแน่ที่มีผลต่อชีวิตคนมากกว่ากัน
ประชาธิปไตยไม่ใช่การที่รัฐบาลทำงานแล้วประชาชนต้องเงียบ แต่เป็นการที่รัฐบาลต้องพร้อมรับฟังคำถามจากประชาชน และต้องตอบให้ได้ว่า ทำงานดีแค่ไหน แก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ และประเทศได้อะไรจากการบริหารของรัฐบาล รวมไปถึง 'อนุทิน ชาญวีรกูล' ในฐานะผู้นำรัฐบาล จะนำพาประเทศให้เกิดความโปร่งใสได้อย่างไรท่ามกลางปัญหาความเทาที่เต็มบ้านเต็มเมืองในขณะนี้
รัฐบาลอนุทินอาจไม่ได้มีปัญหาเพียงเรื่องการรับมือกับการเคลื่อนไหวของสนธิ หรือการชุมนุมทางการเมืองในอนาคต ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือ รัฐบาลจะทำอย่างไรให้ประชาชนเชื่อว่า การให้รัฐบาลชุดนี้อยู่ต่อไป จะสร้างประโยชน์ให้กับประเทศมากกว่าต้นทุนที่ประชาชนต้องแบกรับ
คำถามจึงไม่ควรมีแค่ว่า “ม็อบจะสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” แต่ต้องถามให้ถึงที่สุดว่าระหว่างประชาชนออกมาใช้สิทธิเสรีภาพ กับการปล่อยให้รัฐบาลอนุทินบริหารประเทศต่อไปทั้งที่ปัญหาหลายเรื่องยังค้างคา อะไรสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนมากกว่า

