xs
xsm
sm
md
lg

“ระบอบน้ำเงิน” ร้ายกาจกว่า หรือว่า “ไม่มีจริง”!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



เมืองไทย 360 องศา

“ระบอบน้ำเงิน” กำลังถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ในความหมายที่รุกคืบเข้าเกาะกินยึดกลืนองคาพยพของประเทศ ทั้งรัฐบาล กลไกรัฐ สภานิติบัญญัติ องค์กรอิสระ เรียกว่าเวลานี้กลายเป็นเครือข่าย “สีน้ำเงิน” ไปแทบจะเบ็ดเสร็จแล้ว

“ระบอบน้ำเงิน” หรือ “ระบอบสีน้ำเงิน” แน่นอนว่า จำกัดขอบเขตหมายถึงพรรคภูมิใจไทย ที่ใช้สัญญลักษณ์ “สีน้ำเงิน” และหากโฟกัสให้แคบลงไปอีกก็คือ คนที่ “ชักใย” อยู่เบื้องหลัง คือ นายเนวิน ชิดชอบ นั่นเอง และในความหมายที่แท้จริงก็คือนายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ต่างจาก “หุ่นเชิด”นั่นเอง

หลายคนจึงสรุปฟันธงตรงกันว่า “ระบอบน้ำเงิน” จึงร้ายกาจกว่า “ระบอบทักษิณ” เสียอีก แม้แต่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็ยังเคยยอมรับตรงๆ ว่า “ระบอบน้ำเงินนั้นร้ายกาจยิ่งกว่า”

ก่อนหน้านี้ หากใครที่รับรู้กันถึง “ภัย” ของระบอบทักษิณ ก่อนที่ตัว “หัวหน้าใหญ่” คือ นายทักษิณ ชินวัตร จะถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ถูกพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 8 ปี และได้รับอภัยโทษเหลือจำคุก 1 ปี และถูกปล่อยตัวออกมาในที่สุด หากย้อนกลับไปจะเห็นว่า นายทักษิณ จะมีลักษณะเปิดเผยมากว่า สามารถจับจ้องได้มากกว่า

ขณะที่บทบาทของ นายเนวิน ชิดชอบ แม้ว่าจะพยายามแสดง “บทบาทนำ” แสดงให้เห็นว่าเป็น “ผู้มีบารมี” ดังที่เห็นการ “แสดงโชว์เตะก้นนายอนุทิน” นั่นก็เป็นโชว์ให้สังคมได้เห็นว่า ตัวเองเหนือกว่า อย่างไรก็ดี ยังมีบทบาทอีกแบบหนึ่ง “ไม่ออกหน้าในทางการเมือง” จะอยู่หลังฉาก ให้เห็นว่า “ไม่ยุ่งการเมือง” แต่ทุกสิ่งในพรรคภูมิใจไทย และการเคลื่อนไหวทุกอย่างทางการเมืองล้วนมาจากเขาทั้งสิ้น

เวลานี้ เครือข่ายสีน้ำเงิน ได้สยายปีกไปครอบงำไปทั่วแทบจะทุกองค์กร ทั้งเครือข่ายข้าราชการ องค์กรอิสระ ที่ต้องรับรองแต่งตั้งโดยวุฒิสภา ซึ่งกำลังถูกกล่าวหาในคดี “ฮั้วสว.” ที่มี สว.ส่วนใหญ่ถูกระบุว่า เป็น “สว.สีน้ำเงิน” ไปแล้ว

องค์กรอิสระที่กำลังถูกระบุว่ากำลังถูกครอบงำมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือแม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญ ก็กำลังถูกเพ่งมองด้วยความสงสัยมากขึ้นเรื่อยๆ

ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมาหากบอกว่า มวลชนคนเสื้อแดง เป็นฐานการเมืองให้กับ นายทักษิณ ชินวัตร หรือ ระบอบทักษิณ แล้ว ก็ต้องรับรู้ไว้ด้วยว่า นายเนวิน ชิดชอบ นี่แหละที่เคยมีส่วนร่วมออกแบบมวลชนดังกล่าว ก่อนที่จะแตกคอกันในช่วงนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี จากนั้น นายเนวินก็ยกทีมแยกออกไปสนับสนุน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

ที่สำคัญด้วยบทบาทแบบนี้ “ไม่สามารถตรวจสอบ” ได้ ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน ไม่สามารถยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ด้วยบทบาทอยู่หลังฉากแบบนี้ ด้วยบทบาทที่ครอบงำแบบนี้ ทำให้ทุกอย่างดูน่ากลัวกว่าแน่นอน

อย่างไรก็ดี ยังมีคนในพรรคภูมิใจไทย พยายามออกมาแก้ต่างในเรื่องระบอบน้ำเงิน เช่น นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณี นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ระบุว่า ระบอบสีน้ำเงิน เลวร้ายกว่าระบอบทักษิณ ว่า ตนคิดว่า ไม่มีระบอบสีน้ำเงิน และระบอบทักษิณ มีแต่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องยอมรับว่า แต่ละพรรคการเมืองมีผู้นำแต่ละห้วงเวลา มีลักษณะ สไตล์การทำงานที่แตกต่างกัน และมีแนวทางและเทคนิคใหม่ๆ ในการทำงาน ส่วนการที่ระบุว่าระบอบนั้น ระบอบนี้ คนไทยอยู่ภายใต้ระบอบเดียว

ถามว่า มีอะไรฝากถึงกลุ่มผู้ชุมนุมที่จะลงถนน หรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า ขออย่าให้ก่อความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชน ท่านจะออกมาใช้สิทธิ ใช้เสียง แสดงความคิดเห็นอย่างไร ขอให้อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย อย่าทำให้มีความเดือดร้อนต่อผู้คนที่อยู่รอบข้าง

แน่นอนว่าเวลานี้คำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” กำลังถูกวิจารณ์ในทางลบจากสังคม แต่ขณะเดียวกัน สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ เวลาระบอบแบบนี้กำลังคุกคาม คืบคลานเข้าครอบงำแทบจะทุกองค์กรสำคัญแล้ว โดยเฉพาะองค์กรอิสระ ขณะที่การตรวจสอบทำได้ยาก โดยเฉพาะ “ตัวการ” ที่อยู่เบื้องหลัง เพราะไม่ยอมเปิดเผยตัวเข้าระบบให้ตรวจสอบได้ !!