xs
xsm
sm
md
lg

รมว.ยุติธรรม เร่งสอบเครือข่ายนายทุนชาวยิว-จ่อหมายเรียกพยาน คดีนอมินี จ.ชลบุรี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



MGR Online - รมว.ยธ. แจง “ดีเอสไอ” เตรียมออกหมายเรียกนายทุนอิสราเอล ถือครองอสังหาริมทรัพย์ จ.ชลบุรี ใช้คนไทยเป็นนอมินี พร้อมตรวจสอบเครือข่ายทั่วประเทศ

วันนี้ (9 ก.ย.) ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เปิดเผยความคืบหน้าการปราบปราบทุนต่างชาติ (นอมินี) โดยเฉพาะกรณีของชาวอิสราเอล ว่า กรณีสุสานชาวยิวบางคล้า (Jewish Cemetery Thailand) จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งกระทรวงมหาดไทยอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้น จะได้มีการส่งต่อให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สอบสวนเป็นคดีพิเศษด้วยหรือไม่ ตนได้สอบถาม นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ซึ่ง มท.2 แจ้งว่าจะลงพื้นที่ไปตรวจสอบศพต่างๆ ที่ถูกฝังในพื้นที่ ว่ามีจำนวนศพที่ถูกฝังไว้ 3 หรือ 4 ร่าง เพื่อให้มีความชัดเจนมากขึ้นว่าแต่ละศพคือบุคคลใดบ้าง ฉะนั้น เนื่องด้วยเป็นสุสาน จึงยังไม่เข้าเกณฑ์เงื่อนไขในการจะรับสอบสวนเป็นคดีพิเศษแต่อย่างใด

พล.ต.ท.รุทธพล ยังเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบของดีเอสไอ กรณีเปิดปฏิบัติการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย จำนวน 3 จุด ใน จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 21 ส.ค.69 โดยเฉพาะใน อ.บางละมุง และพื้นที่พัทยา ซึ่งพบความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับนักธุรกิจชาวอิสราเอล ชื่อ นายไมมอน เดวิด มาร์เซียโน่ โดยพบว่า นายไมมอน ได้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ และรายการทรัพย์สินจำนวนมากภายในพื้นที่ภาคตะวันออก ว่าจะมีการออกหมายเรียกพยาน หรือหมายเรียกให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาหรือไม่ ว่า มีความคืบหน้าพอสมควร โดยได้มีการประชุมกับคณะทำงานเเล้ว ผลการตรวจค้น ทำให้ได้ข้อมูลหลายอย่าง โดยยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติม และจึงจะมีการออกหมายเรียกพยานต่อบุคคลให้เข้ามาชี้แจงรายละเอียดตามขั้นตอน

อย่างไรก็ดี พฤติการณ์ของนายไมมอน มีข้อมูลว่าประกอบธุรกิจและครอบครองอสังหาริมทรัพย์ในไทยจำนวนมาก แต่ใช้ชื่อคนไทยแทน ขณะนี้ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในสำนวนที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะใช้ดำเนินการตรวจสอบขยายผล ไม่เกินเดือน ก.ย.นี้ เพราะข้อมูลที่พบเกี่ยวข้องกับธุรกิจโรงแรม คอนโดมิเนียม และสำนักงานกฎหมายด้วย ทำให้พบเอกสารกรรมสิทธิ์ในพื้นที่อื่นอีกด้วย อาทิ พื้นที่ในภาคใต้ เชื่อได้ว่าเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงที่ดีเอสไอจะต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป แต่ยืนยันว่าตอนนี้นายไมมอน ยังไม่ใช่ผู้ต้องหาในคดี


พล.ต.ท.รุทธพล ยังกล่าวถึงกรณีของนายโยเซฟ ไชม์ แคนเทอร์ (แกนนำศูนย์กลางเครือข่ายชาบัดไทย) ที่ปรากฏรายชื่อว่ามีส่วนในการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ในไทยจำนวนมาก และมีเครือข่ายชาวอิสราเอลทั่วประเทศ ว่า ในเรื่องนี้ดีเอสไออยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลเช่นเดียวกัน โดยเบื้องต้นอาจต้องตั้งเป็นเรื่องสืบสวนก่อน แต่ก็ต้องพิจารณา ว่าจะรวมเรื่อง หรือแยกรายกรณีอย่างไรบ้าง เพราะเราก็ต้องพิจารณาให้รอบครอบเผื่อเรื่องผลกระทบการลงทุน

พล.ต.ท.รุทธพล เผยต่อว่า สำหรับมาตรการและแนวทางป้องกัน ยกระดับไม่ให้มีทุนต่างชาติเข้ารุกคืบอสังหาริมทรัพย์ในไทยจนส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของไทย วันนี้เราได้พูดคุยกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าก็ได้ชี้แจงว่าได้ดำเนินการอะไรมาแล้วบ้าง เพื่อป้องกันการจดทะเบียนจัดตั้งรูปแบบบริษัทต่าง ๆ รวมถึงหารือกับสภาทนายความ เพื่อตำรวจหรือดีเอสไอได้ดำเนินคดีกับทนายความไปกี่ราย เป็นต้น

“ยังไม่พบเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปให้การช่วยเหลือหรือสนับสนุน เพียงแค่มีพฤติการณ์นำเอานอมินีคนไทยเข้าไปบริหารแทนตนเองในบริษัททนายความ บริษัทรับทำบัญชี โดยอาศัยช่องว่างทางกฎหมายเพื่อเข้ามาถือครองที่ดิน แต่ยอมรับว่ามีบางขบวนการที่อาจเกี่ยวข้องกัน เช่น บางจังหวัดในภาคใต้กลับพบกรรมการบางส่วนไปมีชื่อถือครองที่ดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอจะโฟกัสการตรวจสอบทุนต่างชาติไปที่พื้นที่จังหวัดภาคตะวันออก ส่วนตำรวจจะเน้นไปที่ภาคใต้ แต่ข้อมูลที่ได้รับจะใช้ประสานกันต่อเนื่อง เพื่อใช้ประกอบการยืนยันการกระทำความผิดต่อไป”