วันนี้ (9 ก.ย. 2569) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า การอนุมัติงบประมาณของคณะรัฐมนตรี (ครม.) วงเงิน 15,500 ล้านบาท หรือคิดเป็น 7 % ของงบประมาณกระทรวงมหาดไทย ซื้อประกันภัยพิบัติจากบริษัทเอกชนเพื่อเยียวยาประชาชน 30 ล้านหลังคาเรือน ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะการบรรเทาสาธารณภัยเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล ซึ่งมีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ประกันภัยจ่ายจบ แต่ปรากฏว่าบริษัทประกันภัยเจ๊งไป 4 บริษัท ติดหนี้ประชาชน 42,000 ล้านบาท สุดท้ายสมาคมประกันภัยและรัฐบาลต้องเข้าไปช่วยเหลือ ดังนั้น เรื่องภัยพิบัติรัฐบาลต้องเข้าไปรับผิดชอบ ไม่มีบริษัทประกันใดๆ ใหญ่พอที่จะประกันภัย 30 ล้านหลังคาเรือน
.
ทั้งนี้ ภัยพิบัติขนาดใหญ่ เช่น น้ำท่วม พายุ แผ่นดินไหว หรือภัยที่กระทบประชาชนจำนวนมาก เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่มีบริษัทประกันภัยไหนสามารถรับได้ เพราะเป็นภัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่เหมือนบริษัทประกันภัยรถยนต์ที่เกิดขึ้นไม่พร้อมกัน บริษัทเอกชนมีความสามารถจำกัดความเสียหายหลายหมื่น หลายแสนล้านบาท สุดท้ายรัฐบาลจะต้องเข้ามารับผิดชอบ รัฐบาลเป็นผู้รับประกันสาธารณภัยที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้บริษัทเล็กๆ เข้ามารับผิดชอบ เพราะรับผิดชอบไม่ได้และจะมีความเสียหายเกิดขึ้นมากมาย หากรัฐบาลจ่ายเงินปีละ 15,500 ล้านบาท จะไหลออกจากภาครัฐ ไม่ว่าจะเกิดภัยพิบัติหรือไม่ แต่ถ้ารัฐบาลนำเงินไปตั้งกองทุนสำรองบรรเทาสาธารณภัย 10 ปี จะได้เงิน 1.5 แสนล้านบาท เงินก้อนนี้เป็นทรัพย์สินของประชาชน แต่ถ้านำไปจ่ายค่าประกันภัย กลายเป็นการนำภาษีประชาชนไปจ่ายเอกชนในสิ่งที่คาดหวัง ตรวจสอบไม่ได้ นับไม่ได้
.
"การซื้อประกันภัยพิบัติวงเงิน 15,500 ล้านบาท เป็นจำนวนมากที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย ต้องมีความเกี่ยวข้องกับบริษัท กำหนดเงื่อนไขกรมธรรม์ การประเมินความเสี่ยง และอาจมีนายหน้าประกันภัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งนายหน้าประกันภัยจ่ายเปอร์เซ็นต์เยอะ บางครั้งจ่ายเป็นพันล้าน จึงกังวลว่าจะเกิดต้นทุนค่านายหน้า ผลประโยชน์ทับซ้อน และดุลพินิจในการซื้อ" นายสุชาติกล่าว
.
นายสุชาติ กล่าวว่า กรมธรรม์ที่จะไปซื้อมีเงื่อนไขจำนวนมาก ข้อยกเว้นเยอะ ถึงเวลาเงินคุ้มกันอาจจะไม่บรรลุวัตถุประสงค์ เช่น น้ำท่วมต้อง 3 วัน น้ำท่วม 2 วันประกันไม่จ่าย เกิดข้อพิพาทจนรัฐบาลอยู่ไม่ได้ แต่เมื่อประชาชนถูกน้ำท่วม บ้านพัง ได้รับความเสียหายต้องการได้รับความช่วยเหลือทันที ติดระเบียบ ต้องแก้ไขระเบียบ โปร่งใส ทำเป็นกองทุนฯ ได้ รัฐบาลไม่ควรให้บริษัทประกันภัยตีความกรมธรรม์ก่อน จึงจะช่วยเหลือประชาชนได้ ซึ่งการใช้งบประมาณ 15,500 ล้านบาท เพื่อซื้อประกันภัยสาธารณะ แนวคิดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร หลักวิชาประกันภัยทั่วโลกรัฐบาลดำเนินการเอง ไม่ใช่การนำเอกชนมาทำ เอกชนล้มละลายไปก่อน สุดท้ายรัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบ
.
"หน้าที่ป้องกันบรรเทาสาธารณะภัยเป็นหน้าที่ของรัฐบาลโดยตรง มีอำนาจเก็บภาษี มีงบประมาณ มีเงินสำรอง มีความสามารถในการกู้เงิน รัฐบาลมีความสามารถในการรองรับและกระจายความเสี่ยงมากกว่าเอกชน เหตุใดจึงต้องนำเงินภาษีประชาชนไปซื้อความสามารถในการรับความเสี่ยงจากเอกชนอีกครั้ง เงิน 15,500 ล้านบาทต่อปี ควรนำไปใช้ปกป้องความเสียหายก่อนที่จะเกิดปัญหา เช่น ปรับปรุงระบบระบายน้ำ เขื่อน ประตูน้ำ แก้มลิง ระบบเตือนภัยล่วงหน้า การอพยพประชาชน ตามหลักการป้องกันก่อนชดเชย บริหารความเสี่ยงโดยการตั้งระบบเงินสำรองประกันภัยพิบัติ โปร่งใส หลักเกณฑ์ชัดเจน รัฐสภาตรวจสอบได้" นายสุชาติ กล่าว
.
ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี กล่าวอภิปรายว่า ภารกิจสำคัญของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) คือ ป้องกันภัยพิบัติ ยกเว้นหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง คือ การฟื้นฟูเยียวยา แต่ไม่ใช่การทำประกันภัยพิบัติ 15,500 ล้านบาท เพื่อส่งเบี้ยประกัน จะกลายเป็นกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ อีกทั้งการชี้แจงว่ารัฐบาลต้องจ่ายงบประมาณในการเยียวยาภัยพิบัติปีละ 40,000 ล้านบาทนั้นไม่ถูกต้อง เพราะตัวเลข 40,000 ล้านบาท เป็นตัวเลขที่รวมงบประมาณปี 66 – 69 ดังนั้น เฉลี่ยออกมาแล้วประมาณปีละ 9,877 ล้านบาท สูงสุดคือ 21,785 ล้านบาท ในปีงบประมาณปี 69
.
“คำถามคือ ท่านจะทำประกันภัยพิบัติให้กับประชาชน 30 ล้านครัวเรือน จ่ายเบี้ยประกันสูงถึง 15,500 ล้านบาท ถ้าดูค่าใช้จ่ายตลอด 4 ปี ที่คิดว่าสูง เทียบกันไม่ได้ เฉพาะงบปี 66 จ่าย 5,225 ล้านบาท ปี 67 จ่าย 3,045 ล้านบาท ปี 68 จ่าย 9,444 ล้านบาท และมากสุด ปี 69 จ่าย 21,785 ล้านบาท เฉลี่ยคือ 9,877 ล้านบาท ท่านทำประกันภัยวงเงิน 15,500 ล้านบาท ในโลกนี้ไม่มีประเทศไหนที่ดูปีใดปีหนึ่งที่เป็นค่าเสียหายและเอาค่าใช้จ่ายปีนั้นมาเป็นฐานในการทำประกันภัย” นพ.วรงค์ กล่าว
.
ประเด็นต่อมา ทุนประกัน 75,000 ล้านบาท สัดส่วนเบี้ยประกันต่อทุนประกัน ภาษาวิชาการทางคณิตศาสตร์ประกันภัย คือ Rate on Line (ROL) คิดเป็นร้อยละ 20 หรือ 1 ต่อ 5 นัยยะคือ ภัยพิบัติใหญ่ของประเทศเฉลี่ย 5 ปีจะเกิดภัยพิบัติใหญ่ 1 ครั้ง จริงหรือ ประเทศไทยเกิดภัยพิบัติใหญ่เมื่อปี 54 และปี 68-69 หรือ คิดเป็น 15 ปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลกที่ทำประกันภัยพิบัติของแต่ละประเทศ รวมถึงธนาคารโลก คิดเป็นร้อยละ 4-8 แต่รัฐบาลนี้ใช้งบประมาณออกไปค่าเฉลี่ยร้อยละ 20 แพงที่สุดในโลก
.
“การป้องกันภัยพิบัติของหลายประเทศทั่วโลก ไม่ได้จ่ายตั้งแต่หมื่นบาทแรก แต่จะทำในวงเงินแบ่งเป็นสองส่วน การเยียวยาพื้นฐานทั่วไป เช่น ต้องการเยียวยาครัวเรือนละ 10,000 บาท ให้กองทุนทำ หรือ ส่วนราชการทำ หลังจากนั้นแล้วอาจทำต่อยอดที่เกินกว่านั้น เพราะฉะนั้นหลักของโลกใบนี้ในการทำประกันภัยพิบัติ มีประเทศไทยประเทศเดียวในโลกใบนี้ที่ทำประกันภัยพิบัติเยียวยาตั้งแต่พื้นฐาน 10,000 บาทแรก ไปจนถึง 100,000 บาท 30 ล้านครัวเรือน ประเทศต่างๆ ทั่วโลก พื้นฐานทำกันเอง ส่วนที่เหลือจะทำประกันภัยต่อยอดความเสียหาย ถ้าท่านเดินหน้าในรูปแบบนี้ ผมถือว่าท่านเอาภาษีประชาชนไปเสียเปรียบ ประชาชนจะมองว่า มีคนบางกลุ่มต้องการคอมมิชชั่นจากการทำประกัน” นพ.วรงค์ กล่าว
......
Sondhi X

