xs
xsm
sm
md
lg

ชำแหละประกันภัยพิบัติ 1.5 หมื่นล้าน EP.1: มโนตัวเลขประเคนทุน จับตาปมคอมมิชชั่น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



เจาะลึกมติ ครม. ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ 1.5 หมื่นล้านบาท คุ้มครอง 30 ล้านครัวเรือน ชำแหละปมตัวเลขย้อนแย้งจาก ปภ. ที่จ่ายจริงเพียงปีละ 3-4 พันล้าน ข้อกังขาเอื้อทุนประกันเอกชน และสิทธิประโยชน์ที่ไร้ตัวชี้วัดความคุ้มค่า

ซีรีส์ ชำแหละประกันภัยพิบัติ 1.5 หมื่นล้าน (EP.1)โยกงบสู้ภัยโลกเปลี่ยน หรือ “มโนตัวเลข” เอื้อทุนประกัน?

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจไม่น้อย เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการผลักดัน “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ”วงเงินงบประมาณสูงถึง 15,500 ล้านบาทต่อปี เพื่อจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ประชาชน 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ คุ้มครองภัย 3 ประเภท คือ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยวาดวิมานในอากาศว่านี่คือการพลิกโฉมการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกที่“จ่ายเร็ว จ่ายจริง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

แต่ฉากหน้าของการแจกสวัสดิการฟรี กลับถูกกระชากหน้ากากอย่างดุเดือดโดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคไทยภักดีที่เปิดตั้งโต๊ะแถลงข่าว ณ อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา โดยชำแหละความไม่สมเหตุสมผลของนโยบายนี้อย่างแหลมคม พร้อมตั้งคำถามถึงตัวเลขงบประมาณที่รัฐบาลนำมากล่าวอ้าง รวมถึงข้อกังขาการเอื้อประโยชน์ให้ภาคทุนประกันภัยเอกชนอย่างมีเงื่อนงำ

ไขปริศนาตัวเลข4 หมื่นล้านvs ปภ. รับจ่ายแค่3-4 พันล้าน!

ชนวนสำคัญที่กลายเป็นแผลใหญ่ของรัฐบาล คือการที่ฝ่ายบริหารอ้างว่า ที่ผ่านมาประเทศต้องเสียค่าใช้จ่ายและงบประมาณในการเยียวยาภัยพิบัติสูงถึงปีละประมาณ40,000 ล้านบาทการยอมจ่ายเบี้ยประกันปีละ 15,500 ล้านบาทจึงคุ้มค่า

แต่ตัวเลขดังกล่าวกลับขัดแย้งกับข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์อย่างสิ้นเชิง!

เมื่อกางตัวเลขผลการศึกษาของ ครม. ย้อนหลังตั้งแต่มติเมื่อวันที่21 เมษายน2569 ซึ่งเคยศึกษาสถิติค่าใช้จ่ายภัยพิบัติย้อนหลัง 23 ปี (ปี2546–2569) พบว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยจริงอยู่ที่เพียง5,300 กว่าล้านบาทต่อปีเท่านั้น นพ.วรงค์ จึงตั้งคำถามกระแทกกลางสภาฯ ว่า "รัฐบาลเอาตัวเลข 40,000 ล้านบาทมาจากไหน?"

ยิ่งไปกว่านั้น คำแถลงของ นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ยังตอกย้ำความย้อนแย้งนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อออกมาระบุเองว่า ที่ผ่านมารัฐบาลจ่ายเงินเยียวยาความเสียหายจากภัยพิบัติทั้ง3 ประเภท เฉลี่ยจริงเพียงปีละ 3,000–4,000 ล้านบาทเท่านั้น

คำถามที่สังคมต้องการความจริงจากรัฐบาลก็คือ ในเมื่อสถิติการจ่ายเงินเยียวยาจริงของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตกอยู่เพียงปีละ 3,000–4,000 ล้านบาท แล้วเหตุใดรัฐบาลจึงต้อง "ควักเงินสดจากกระเป๋าภาษีประชาชน" สูงถึงปีละ 15,500 ล้านบาท

หากคำนวณบนฐานความเสียหายจริงเฉลี่ยอยู่ที่ 5,300 ล้านบาทต่อปี แต่รัฐยอมจ่ายเบี้ยประกันให้เอกชนปีละ15,500 ล้านบาท นั่นเท่ากับว่าบริษัทประกันภัยเอกชนจะกำไรเนื้อๆ ไปทันทีปีละ 10,000 ล้านบาท! นำมาสู่ข้อสงสัยอันแหลมคมว่า มีปมเรื่อง"ส่วนต่าง" หรือ "ค่าคอมมิชชั่น"เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการผันงบแผ่นดินปีละ 1.5 หมื่นล้านบาทไปให้ทุนเอกชนหรือไม่ อย่างไร?

รัฐบาลอ้างโยกงบซื้อประกันสู้ภัยโลกเปลี่ยน

เพื่อความเป็นธรรมและมองนโยบายนี้อย่างครอบคลุมทุกมิติ เมื่อเจาะลึกไปยังคำชี้แจงของ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีผู้เป็นคีย์แมนสำคัญในการผลักดันโครงการประกันภัยพิบัตินี้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง และสำนักงาน คปภ. ฝ่ายรัฐบาลได้ชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในเชิงบริหารจัดการไว้ 4 ประเด็นหลัก:

-การรับมือภัยพิบัติยุคสภาพอากาศผันผวนรุนแรง:นายปกรณ์ ระบุว่า สภาพภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทำให้ภัยธรรมชาติทวีความถี่และรุนแรงขึ้น การบริหารความเสี่ยงแบบเดิมที่ตั้งรับรอเกิดเหตุแล้วค่อยตั้งงบเยียวยาไม่เพียงพอและสร้างภาระความผันผวนต่อการจัดทำงบประมาณแผ่นดินอีกต่อไป

-ปัญหาความล่าช้าและวงเงินเยียวยาที่ไม่เพียงพอ:ในระบบเดิม เวลาเบิกจ่ายงบประมาณราชการต้องผ่านขั้นตอนตรวจสอบทางกฎหมายที่ยุ่งยาก ซับซ้อน ทำให้ผู้ประสบภัยได้รับเงินชดเชยล่าช้า อีกทั้งวงเงินช่วยเหลือของรัฐ เช่น 5,000–9,000 บาท ก็น้อยเกินกว่าจะนำไปซ่อมแซมบ้านเรือนที่พังเสียหายจริงได้

-การถอดบทเรียน "โมเดลญี่ปุ่น":รัฐบาลนำแนวคิดจากประเทศญี่ปุ่นที่ใช้ระบบประกันภัยมาบริหารความเสี่ยงภัยธรรมชาติเข้ามาปรับใช้ โดยให้บริษัทประกันภัยเข้ามาจ่ายค่าสินไหมเบื้องต้น 5,000–10,000 บาท ภายใน 15 วัน และจ่ายเพิ่มเติมตามความเสียหายจริงสูงสุดถึง 100,000 บาทต่อหลังคาเรือน ซึ่งเอกชนมีความคล่องตัว สามารถอนุมัติเงินสู้มือประชาชนได้เร็วกว่าระบบราชการ

-การจำกัดเพดานงบประมาณและสร้างวงเงินคุ้มครองมหาศาล:นายปกรณ์ อธิบายว่า ในปีที่เกิดภัยพิบัติร้ายแรง รัฐบาลต้องสูญเสียงบประมาณเยียวยาและฟื้นฟูสูงถึง 40,000–50,000 ล้านบาทหรือมากกว่านั้น การจ่ายเบี้ยประกันเฉลี่ยปีละ 15,500 ล้านบาท จึงเป็นการ "จำกัดความเสี่ยงทางการคลังให้อยู่ในกรอบที่คาดการณ์ได้" แต่สามารถสร้างวงเงินความคุ้มครองรวมให้แก่ประชาชนทั้งประเทศได้สูงถึง 70,000–75,000 ล้านบาทต่อปี

ตรรกะกึ่งสุกกึ่งดิบ หมกเม็ดไร้ตัวชี้วัด?

แม้คำอธิบายของนายปกรณ์ จะฟังดูมีหลักการในมิติการกระจายความเสี่ยงทางการเงิน แต่เมื่อนำมา "ผ่าพิสูจน์" กับความเป็นจริง กลับพบช่องโหว่ที่ชวนกังขาที่ต้องรอคำอธิบายจากรัฐบาล นั่นคือ

ประการแรก "โมเดลญี่ปุ่น":ประเทศญี่ปุ่นใช้ระบบรัฐร่วมมือเอกชนโดย "ประชาชนต้องร่วมจ่ายเบี้ยประกันเอง" เพื่อป้องกันปัญหาความประมาทเลินเล่อ แต่รัฐบาลไทยกลับนำงบประมาณแผ่นดินมา "ซื้อแจกฟรี 100%" ให้ 30 ล้านครัวเรือน ซึ่งกลายสภาพเป็นนโยบายประชานิยมแจกเงินรูปแบบใหม่โดยทันที

ประการที่สอง ภาวะสูญญากาศแห่งตัวชี้วัด และข้อมูลเชิงประจักษ์:ในฐานะที่นายปกรณ์เป็นอดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความรอบคอบและเนี้ยบบริบูรณ์ในข้อระเบียบกฎหมาย แต่นโยบายหมื่นล้านฉบับนี้กลับผ่าน ครม. มาได้โดย "ไม่มีรายงานประเมินความคุ้มค่าทางการเงิน (Financial Feasibility Study)" ต่อสาธารณชน ไม่มีสถิติตกผลึกเรื่องความคุ้มค่าของการจ่ายเบี้ย 1.5 หมื่นล้าน เทียบกับสถิติตัวเลขจ่ายจริงของ ปภ. ที่อยู่เพียงปีละ 3,000–4,000 ล้านบาท รัฐบาลไม่เคยตอบ และไม่อาจตอบได้เลยว่า:

• การจ่ายเงิน 1.5 หมื่นล้านบาทให้เอกชน จะช่วยลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในเชิงกายภาพลงได้กี่เปอร์เซ็นต์?

• มีหลักประกันอะไรว่าประชาชนในพื้นที่เสี่ยงจะได้รับเงินเยียวยาตรงเวลา โดยไม่ถูกบริษัทประกันบ่ายเบี่ยงด้วยข้อสัญญาหรือหมกเม็ดในรายละเอียดกรมธรรม์?

• และหากปีใดไม่มีภัยพิบัติใหญ่เกิดขึ้น เงิน1.5 หมื่นล้านบาทที่หายวับไปในกระเป๋าเอกชน จะถือว่าเป็นการใช้างบประมาณที่ "สัมฤทธิผล" ในมิติใด

ความมืดดำและไร้คำอธิบายเหล่านี้ กลายเป็นจุดอ่อนร้ายแรงที่ทำให้มติ ครม. ถูกตั้งข้อกังขาว่าเป็นเพียง “นโยบายประชานิยมหมกเม็ด” ที่นำงบประมาณแผ่นดินมาซื้อเค้กแจกจ่าย โดยสร้างภาพใหญ่ว่ารัฐบาลใจดี “แจกประกันฟรีให้ 30 ล้านครัวเรือน” แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นการโยนความเสี่ยงและยกเค้กผลประโยชน์ก้อนโตไปให้กลุ่มทุนเอกชน โดยขาดระบบตรวจสอบและตัวชี้วัดความคุ้มค่าโดยสิ้นเชิง หรือไม่ อย่างไร

ความไร้คำอธิบายและความไม่พร้อมของข้อมูลเชิงประจักษ์เหล่านี้ จึงตอกย้ำให้เห็นว่า นโยบายประกันภัยพิบัติแห่งชาติ 1.5 หมื่นล้านบาท ถูกขับเคลื่อนด้วยวาระซ่อนเร้นทางการเมืองเพื่อการหาเสียง มากกว่าการใช้สติปัญญาทางเศรษฐศาสตร์และการบริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติอย่างแท้จริง!

(ติดตามเจาะลึกต่อใน EP. 2(จบ) ผ่าประชานิยมลวงตา งบกลางยังแบกหนัก ตั้งกองทุนรัฐคือทางออก