พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร.ขยับมาคุม สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เก้าอี้ที่คนในวงการสีกากีมองเป็น "ขุมทรัพย์" มาโดยตลอด แต่คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ ใครได้อะไรจากเก้าอี้นี้ ไม่ใช่คำถามที่ควรถามสำหรับนักสืบที่ผ่านคดีต่างชาติมาแทบทุกรูปแบบตลอด 32 ปี คำถามที่ควรถามคือ พล.ต.ท.นพศิลป์ จะเปลี่ยน ตม.ให้กลายเป็นอะไร คนที่ตามข่าวอาชญากรรมในเมืองไทยมานาน พอจะสังเกตเห็นสิ่งหนึ่งที่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ นั่นคือทุกครั้งที่เกิดคดีใหญ่เกี่ยวกับชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นคดีฆาตกรรม อุ้มรีดค่าไถ่ ยาเสพติด หรือทุนสีเทา ชื่อของนายตำรวจคนหนึ่ง มักโผล่มาอยู่เบื้องหลังการคลี่คลายเสมอ พล.ต.ท.นพศิลป์ หรือที่คนในแวดวงสื่ออาชญากรรมตั้งฉายา "เชอร์ล็อกนพ" นักสืบชั้นครูแห่งวงการตำรวจ
ประตูประเทศที่ไม่ใช่แค่ที่ประทับตรา
ก่อนจะพูดว่าเขาเหมาะกับเก้าอี้นี้แค่ไหน ต้องเข้าใจก่อนว่างานนี้รับผิดชอบอะไรบ้าง ภาพจำของคนทั่วไปคือ เจ้าหน้าที่ประจำช่องตรวจพาสปอร์ต แต่งานจริงของ ตม.เดินสองขาไปพร้อมกัน ขาแรกคือ "เชิงรับ" ตรวจคนเข้าเมืองตามสนามบิน ด่านพรมแดน ตรวจวีซ่า ผลักดันคนทำผิดกฎหมายออกนอกประเทศ ขาที่สองคือ "เชิงรุก" ใช้ข่าวกรองและฐานข้อมูลสกัดภัยก่อนเกิดเหตุ ไล่ตามหมายจับข้ามประเทศ เกาะติดเครือข่ายฟอกเงิน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ค้ามนุษย์ และทุนสีเทาที่ใช้ไทยเป็นฐาน โจทย์ยากอยู่ตรงขาหลังนี้ เพราะไม่ใช่แค่ต้องรู้ว่าใครเข้าประเทศมาอย่างไร แต่ต้องตอบให้ได้ว่า เข้ามาแล้วทำอะไร อยู่กับใคร เงินมาจากไหน เป็นงานที่ตำรวจส่วนใหญ่คุ้นแค่ในทฤษฎี ไม่ได้ลงมือทำมาจริง
ย้อนแฟ้มคดีของ "เดอะนพ" ตั้งแต่ปี 2554 คดีใหญ่แทบทุกคดีในชีวิตราชการของเขา มีคนต่างด้าว หรือเครือข่ายข้ามชาติเป็นแกนกลาง คดีฆ่าชิงทรัพย์ชาวอินเดียในโรงแรมย่านสุขุมวิท, คดีเครือข่ายฮิซบอลเลาะห์สะสมสารตั้งต้นวัตถุระเบิด, คดีอาร์ตูร์ชาวสเปนฆ่าหั่นศพทิ้งเจ้าพระยา, แก๊งอุ้มฆ่าชิงทรัพย์ชาวจีน ไปจนถึงคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวสวิสที่ภูเก็ต แต่ละคดีต่างสัญชาติ ต่างรูปแบบ ต่างคนร้าย แต่พอคดีมีคนต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง งานตำรวจแบบเดิมใช้ไม่ได้ ต้องตามข้อมูลการเดินทาง หนังสือเดินทาง สถานะการพำนัก เส้นทางการเงิน ประสานหน่วยงานข้ามประเทศ พูดง่ายๆ คือเขาฝึกภาษางานแบบเดียวกับที่ ตม.ใช้ทุกวันมาแล้วสามทศวรรษ ก่อนจะมานั่งเก้าอี้นี้ด้วยซ้ำ
"ของจริง" ที่คนในวงการยอมรับ
พูดกันตรงๆ ในวงการนี้ คนที่คลุกคลีกับงานสืบสวนจริงจะรู้ทันทีว่าใครเป็น "ของจริง" ใครเป็นแค่ "นายพลบนกระดาษ" พล.ต.ท.นพศิลป์ ถูกจัดอยู่ในกลุ่มแรก คนรุ่นน้องในสายสืบสวนพูดถึงเขาด้วยความเคารพในฐานะ "อาจารย์ของนักสืบไทย" ทำงานด้วยจิตวิญญาณนักสืบจริงๆ ไม่ใช่แค่สั่งการอยู่หลังโต๊ะ คติที่เขายึดฟังดูเรียบง่ายแต่ทำได้ยากในระบบราชการคือ รับคำสั่ง ทวนคำสั่ง ทำทันที รายงานผล และอีกข้อคือ ศรัทธาในความดี ลงมือทำให้เห็น ผลงานจะพูดเอง ปฏิบัติการทลาย "ผับจินหลิง" เป็นตัวอย่างที่ดีว่า ทำไมเขาถึงต่างจากตำรวจทั่วไป เพราะปฏิบัติการนี้ไม่ได้จบตรงที่จับผู้ต้องหาแล้วปิดคดี แต่ขยายผลต่อจนไปเจอโครงสร้าง "ทุนจีนสีเทา" ขนาดใหญ่อย่าง "คดีตู้ห่าว" ต่างจากตำรวจที่ทำงานแบบตัดตอน เขามองเห็นเครือข่ายทั้งขบวนการ อยู่เบื้องหลังคนที่ถูกจับตรงหน้า ตรงกับสิ่งที่ ตม.ต้องการมากในยุคที่อาชญากรรมข้ามชาติไม่ได้เดินเข้าประเทศมาแบบโจ่งแจ้ง แต่ซ่อนอยู่หลังบริษัท วีซ่า และเอกสารที่ดูถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง
เมื่อนอมินีคือคนที่ ตม. ปล่อยผ่านมาแล้วอย่างถูกกฎหมาย
ผลงานที่ตรงกับงาน ตม.ที่สุดคือ ปฏิบัติการทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เพราะคนกลุ่มนี้ไม่ได้ลักลอบเข้าเมือง ไม่มีใครหลบหนีเข้ามาแบบผิดกฎหมาย พวกเขาถือวีซ่าถูกต้อง มีบริษัท มีบ้าน มีคนไทยถือหุ้นให้ทุกอย่างดูสะอาด ในทุกใบผ่านด่านมาแล้วถูกต้องหมด นั่นแหละคือจุดที่มองไม่เห็น วันที่ 15 สิงหาคม 2569 ปฏิบัติการขยับขึ้นไปอีกระดับ เมื่อ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่เอง พร้อมสนธิกำลังกว่า 300 นาย ร่วมกับ DSI เปิดปฏิบัติการเฟส 7 ที่เกาะสมุย ตรวจสอบนิติบุคคลทั้งเกาะ 12,906 บริษัท พบผู้ถือหุ้นต่างชาติ 8,254 บริษัท เข้าข่ายนอมินี 875 บริษัท ก่อนคัดกรองเหลือเป้าหมาย 59 บริษัท ครอบครองที่ดิน 37 แปลง มูลค่าราว 1,200 ล้านบาท นำไปสู่คดี 60 คดี ผู้ต้องหา 88 คน เป็นคนไทย 26 ชาวต่างชาติ 62 ครอบคลุมเครือข่ายตั้งแต่กลุ่มทุนอิสราเอล ที่แอบเปิดเนอสเซอรี่ และปล่อยเช่าวิลล่าหรู ไปจนถึงกลุ่มทุนฝรั่งเศสที่ใช้นอมินีสร้างโรงแรมลับหลังคดีฉ้อโกงเงินลงทุนฟาร์มกัญชา ก่อนหน้านี้ 6 เฟสสะสมมาแล้วตรวจสอบบริษัท 238 แห่ง ที่ดิน 272 แปลง มูลค่ากว่า 2,839 ล้านบาท ออกหมายจับไปแล้ว 178 หมาย ตัวเลขที่ขยายตัวขึ้นทุกเฟสและดึงระดับรัฐมนตรีลงมาร่วมเอง บอกว่านี่ไม่ใช่ปฏิบัติการเล็กๆ อีกต่อไป และเขาคือคนที่อยู่ในสมการนี้มาตั้งแต่เฟสแรก
เมื่อไม่มีคนร้ายให้จับ นี่คือบทพิสูจน์ฝีมือที่แท้จริง
คดีที่ฉายภาพงานสืบสวนได้ชัดที่สุดว่ายากแค่ไหนคือ "คดีไซยาไนด์ 6 ศพ ชาวเวียดนาม" ที่โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กลางกรุงเทพฯ เพราะคดีนี้ไม่มีคนร้ายให้ไล่ล่า ไม่มีใครให้ออกหมายจับ ผู้ต้องสงสัยตายไปพร้อมเหยื่ออีก 5 ราย เหลือไว้เพียงกระติกน้ำชา ขวดน้ำผึ้ง กล่องชา และถ้วยกาแฟ 6 ใบในห้องพัก ทีมสืบสวนต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ใครใน 6 ศพคือคนลงมือ ท่ามกลางสื่อทั่วโลกที่จับตาดูแบบเรียลไทม์ พยานแวดล้อม และญาติผู้ตาย ให้การตรงกันว่า คนร้ายคือหนึ่งในผู้เสียชีวิตเอง แต่ทีมยังไม่รีบสรุป ส่งตัวอย่างสารพิษตรวจซ้ำทั้งที่กองพิสูจน์หลักฐาน และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อให้แน่ใจว่าสารพิษที่พบเป็นตัวเดียวกันจริง งานแบบนี้ไม่มีทางลัด ไม่มีคำสารภาพให้เอาไปปิดคดี มีแต่ความละเอียดรอบคอบที่ต้องแบกรับความรับผิดชอบไว้คนเดียว
ขุนพลข้างกายที่ไม่เคยห่างจาก "สำราญ นวลมา"
จะรู้ว่าผู้บังคับบัญชาไว้ใจใครแค่ไหน ให้ดูว่าเวลาเกิดภารกิจเสี่ยงที่สุด ใครคือคนที่ถูกดึงตัวไปด้วยทุกครั้ง สัปดาห์เดียวกันของเดือนสิงหาคม 2569 ชื่อของ พล.ต.ท.นพศิลป์ ปรากฏเคียงข้าง พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.ถึง 2 ปฏิบัติการคนละสมรภูมิ วันที่ 5 สิงหาคม อยู่แถวหน้าปิดล้อมล่าคนร้ายยิงตำรวจที่ตากใบ ชายแดนใต้ ห่างกันแค่ 5 วัน วันที่ 10 สิงหาคม ยืนเคียงกันอีกครั้งในปฏิบัติการนอมินีที่หัวหิน 2 สมรภูมิ 2 ประเภทงาน คนเดียวกันถูกดึงตัวไปทั้งคู่ นั่นบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับขอบเขตความรับผิดชอบที่เขาแบกอยู่ ซึ่งพอๆ กับที่งาน ตม.ต้องแบกทุกวัน
สนามใหม่ที่เรียกร้องคนแบบเดียวกัน
โจทย์หลังจากนี้อยู่ที่ว่าเขาจะใช้ประสบการณ์ 32 ปี เปลี่ยนองค์กรนี้ได้มากแค่ไหน จาก "เชอร์ล็อกนพ" ที่เคยยืนอยู่ปลายทาง รอคลี่คลายคดีหลังอาชญากรรมเกิดขึ้นแล้ว วันนี้เขายืนอยู่ต้นทางของระบบ มีโอกาสมองเห็นความเสี่ยงตั้งแต่ก้าวแรกที่คนต่างชาติเหยียบแผ่นดินไทย ถ้าทำได้จริง ตม.จะไม่ใช่แค่หน่วยที่รอให้คนเดินมาถึงด่านแล้วค่อยตรวจ แต่มองเห็นความผิดปกติได้ก่อนที่มันจะกลายเป็นคดีใหญ่ระดับโลกอีกครั้ง คนที่ทำงานสายนี้มาตลอดชีวิตราชการ และแทบทุกคดีสำคัญพันอยู่กับคนต่างด้าว ไม่ใช่ตำรวจที่ก็พอไหวกับงานนี้ พล.ต.ท.นพศิลป์ อ่านเกมของอาชญากรรมข้ามชาติออก รู้ว่าเครือข่ายต่างด้าวเคลื่อนไหวอย่างไร นอมินีซ่อนตัวตรงไหน แก๊งข้ามชาติใช้ช่องทางไหนหลบเลี่ยงกฎหมาย และพิสูจน์มาแล้วตลอดสามทศวรรษว่าไม่ใช่แค่รู้ทฤษฎี แต่ลงมือทำมาแล้วจริง

