10 กันยาฯ ก้าวแรกทวงคืนประเทศไทย สนธิเคลื่อนไหวส่งสารเตือนคนด้อยค่า บทเรียนการเมืองในอดีตย้ำ อย่าประเมินพลังประชาชนต่ำเกินไป
การประกาศเคลื่อนไหวทางการเมืองของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยระบุว่าจะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลในวันที่ 10 กันยายน อาจดูเป็นเพียงกิจกรรมทางการเมืองที่เรียบง่าย ไม่มีความซับซ้อน แต่ในอีกมุมหนึ่ง นี่คือการใช้พื้นที่ตามสิทธิและเสรีภาพทางการเมืองที่รัฐธรรมนูญรับรอง และเป็นการส่งสัญญาณว่าประชาชนจะไม่ยอมทนกับความไม่ถูกต้องอีกต่อไป
นอกจากนี้ สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวกิจกรรม คือปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นตามมา โดยทันทีที่คุณสนธิประกาศเคลื่อนไหว ดูเหมือนว่าฝ่ายรัฐบาลจะให้ความสนใจต่อประเด็นดังกล่าวไม่น้อย โดยเฉพาะการเร่งประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐบาลเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาธุรกิจสีเทาและปัญหาความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ทั้งที่ในทางหลักการ การจัดการปัญหาเหล่านี้ควรเป็นภารกิจปกติที่รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ไม่ควรต้องรอให้มีแรงกดดันทางการเมืองจึงจะหยิบยกมาเป็นผลงานสำคัญ
ขณะเดียวกัน ฝ่ายการเมืองทั้งขั้วน้ำเงินและแดงจำนวนไม่น้อยก็มีท่าทีในลักษณะด้อยค่าการกลับมาเคลื่อนไหวของสนธิ โดยมองว่าบทบาททางการเมืองของเขาไม่เหมือนเดิม และไม่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมในระดับที่จะเปลี่ยนแปลงสมการทางการเมืองได้อีกแล้ว
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “สนธิยังมีพลังหรือไม่” แต่คือ “ฝ่ายตรงข้ามกำลังประเมินพลังของประชาชนต่ำเกินไปหรือไม่” ต่างหาก เพราะบทเรียนทางการเมืองในอดีตเคยเกิดขึ้นมาแล้ว
ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ในยุคที่การเมืองไทยเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” การเคลื่อนไหวของสนธิและพันธมิตรฯ ก็เคยถูกมองด้วยสายตาดูแคลนเช่นเดียวกัน ในเวลานั้นพรรคไทยรักไทยสร้างปรากฏการณ์ทางการเมืองครั้งใหญ่ สามารถครองเสียงข้างมากในสภาได้อย่างเบ็ดเสร็จ จนเกิดคำถามว่าแล้วประชาชนที่เห็นต่างจะสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้
ในช่วงแรก ประชาชนอาจไม่ได้ออกมารวมตัวกันเป็นจำนวนมหาศาลตั้งแต่ต้น แต่การเมืองไม่ได้วัดพลังกันเพียงจากจำนวนคนในวันแรก โดยเมื่อเวลาผ่านไป การรับรู้ของประชาชน และข้อถกเถียงเกี่ยวกับความโปร่งใสของรัฐบาลในเวลานั้นสะสมเพิ่มขึ้น ผู้คนที่มีความกังวลหรือมีอุดมการณ์ร่วมกันจึงค่อยๆ เข้ามารวมตัว จนท้ายที่สุดกลายเป็นพลังมวลชนขนาดใหญ่ที่ส่งผลต่อทิศทางการเมืองไทยอย่างมีนัยสำคัญ
การเมืองฝ่ายน้ำเงินในวันนี้ไม่ได้อยู่ในสถานะเดียวกับรัฐบาลไทยรักไทยในอดีต และไม่ได้มีลักษณะเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จ หากแต่ในเรื่องการใช้อำนาจและความโปร่งใสกลับถูกตั้งคำถามไม่แตกต่างกัน ดังนั้น การประเมินว่าการเคลื่อนไหวของสนธิ “หมดพลังแล้ว” เพียงเพราะในวันแรกอาจยังไม่มีประชาชนจำนวนเรือนหมื่นหรือเรือนแสนออกมาร่วมด้วย จึงอาจเป็นการอ่านสถานการณ์เร็วเกินไป
พลังทางการเมืองไม่ได้เกิดขึ้นเสมอไปในรูปของมวลชนจำนวนมากตั้งแต่วันแรก วันที่ 10 กันยายนจึงอาจไม่ได้สำคัญว่าจะมีคนออกมากี่คน แต่มีความสำคัญในฐานะที่เป็น “จุดเริ่มต้น” ของการจุดไฟให้ประเทศไทยเกิดแสงสว่างอีกครั้ง ประวัติศาสตร์การเมืองไทยสอนให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่าว่า อย่าด่วนสรุปหรือประเมินสถานการณ์ไว้ต่ำเกินไป
การเมืองในยุคสมัย 'ทักษิณ ชินวัตร'จนมาถึง 'ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร' เป็นบทเรียนเตือนใจอย่างดีที่ทำให้ฝ่ายการเมืองได้รู้ว่าการประเมินพลังของประชาชนต่ำเกินไปนั้นได้สร้างบาดแผลให้กับนักการเมืองไว้อย่างไรบ้าง และคนที่รู้ซึ่งถึงเจ็บปวดกับการเมืองตลอด 20 ปีที่ผ่านมานอกเหนือจากตระกูลชินวัตรก็ไม่ใช่ใครอื่น คือ 'อนุทิน ชาญวีรกูล' ในฐานะที่เคยเป็นบริวารของระบอบทักษิณมาก่อนนั่นเอง

