วิกฤตแอร์พอร์ตลิงก์ขัดข้องหนัก ผู้โดยสารเดือดร้อนช่วงเร่งด่วน ส่อเค้าถูกจับเป็นตัวประกันในเกมต่อรองระหว่างรัฐกับเอกชน ก่อนเส้นตาย 30 กันยายนนี้ ประชาชนตั้งคำถามใครจะรับผิดชอบ
วันที่ 8 ก.ย.69 แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ระบบขนส่งมวลชนสำคัญที่เชื่อมใจกลางกรุงเทพฯ กับสนามบินสุวรรณภูมิ กำลังเผชิญคำถามครั้งใหญ่ว่า เกิดอะไรขึ้นกับรถไฟสายนี้ หลังปัญหาขัดข้องและจำนวนขบวนรถพร้อมให้บริการลดลง กระทบผู้โดยสารช่วงเร่งด่วน จนต้องระดมทั้งรถเมล์ ขสมก. และรถไฟดีเซลรางของการรถไฟแห่งประเทศไทยเข้ามาเป็นกองหนุน
แต่สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ครั้งนี้แตกต่างจากรถไฟเสียทั่วไป คือ จังหวะเวลา เพราะปัญหาเกิดขึ้นในช่วงที่ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (เครือซีพี) ผู้รับผิดชอบการเดินรถแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ จะยุติการเดินรถตามที่แจ้งไว้ตั้งแต่ 30 กันยายน 2569 ขณะที่ข้อพิพาทโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน มูลค่า 224,544 ล้านบาท ยังหาทางออกไม่ได้
จึงเกิดคำถามแรงขึ้นทุกวันว่า แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ กำลัง “ป่วยตามการเมือง” หรือไม่?
และประชาชนกำลังถูกทำให้กลายเป็น “ตัวประกัน” ของเกมต่อรองระหว่างรัฐกับเอกชน โดยไม่รู้ตัวหรือไม่?
▪️รถเหลือวิ่งไม่กี่ขบวน ผู้โดยสารรับกรรม
ภาพความผิดปกติปรากฏชัดในช่วงวันที่ 7-8 กันยายน 2569 เมื่อแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ต้องประกาศปรับรูปแบบการให้บริการ ด้วยความถี่ทุก 15 นาที ต่อขบวน ตั้งแต่ 05.30-24.00 น.
แม้กทม.จะจัดรถบัส ขสมก. วิ่งเสริมฟรีช่วง 06.00-10.00 น. ในเส้นทางสุวรรณภูมิ–มักกะสัน และหัวหมาก–มักกะสัน รถออกทุก 30 นาที
รฟท.ยังต้องนำรถไฟดีเซลรางชานเมืองเข้ามาวิ่งเสริมตั้งแต่ 06.00 น. เพื่อรองรับผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ
เพราะ แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มีรถพร้อมให้บริการเพียง 4 ขบวน จากทั้งหมด 9 ขบวน ท่ามกลางเสียงบ่นของผู้โดยสารที่ต้องเผชิญความแออัดและระยะเวลารอรถที่เพิ่มขึ้น
คำถามคือ เหตุใดระบบรถไฟฟ้าที่ทำหน้าที่เชื่อมสนามบินหลักของประเทศ จึงอยู่ในสภาพที่ต้องนำรถเมล์และรถไฟดีเซลมาช่วยพยุงการให้บริการ?
และนี่ไม่ใช่ปัญหาครั้งแรก!!
ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่เดือน แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เกิดเหตุขัดข้องหลายครั้ง ทั้งเหตุรถตกรางภายในศูนย์ซ่อมบำรุงและปัญหาระบบไฟฟ้า จนเกิดคำถามถึงความพร้อมของขบวนรถ การซ่อมบำรุง และประสิทธิภาพของระบบที่ประชาชนต้องพึ่งพาทุกวัน
▪️ยิ่งน่าสงสัย เมื่อ “รถป่วย” ก่อนเส้นตาย 30 ก.ย.
หากมองเหตุการณ์เฉพาะปัญหาทางเทคนิค รถไฟที่ใช้งานมานานย่อมมีโอกาสขัดข้องได้
แต่เมื่อนำปฏิทินอีกใบมาวางทับกัน ภาพที่ปรากฏกลับน่าสนใจอย่างยิ่ง
6 กรกฎาคม 2569 บริษัท เอเชีย เอรา วัน ทำหนังสือขอใช้สิทธิสิ้นสุดสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน หลังปัญหาการแก้ไขสัญญาคาราคาซังมาหลายปี
จากนั้นเอกชนยังแจ้งว่าจะ ยุติการเดินรถแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2569
เท่ากับว่า หากไม่มีข้อตกลงใหม่ ภาระในการรักษาการเดินรถสายที่มีผู้โดยสารจำนวนมากและเชื่อมโดยตรงกับสนามบินสุวรรณภูมิจะย้อนกลับมาเป็นโจทย์ของรัฐทันที
ล่าสุด 7 กันยายนที่ผ่านมา รฟท.จึงต้องเปิดโต๊ะเจรจากับบริษัท เอเชีย เอรา วัน พร้อมเสนอให้เอกชน ต่อ MOU เดินรถแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ออกไปอีก 4 เดือน เพื่อประคองบริการระหว่างรอหาข้อยุติโครงการไฮสปีด 3 สนามบิน
แต่เอกชนยังไม่ได้ตอบรับข้อเสนอทันที โดยขอนำกลับไปหารือผู้บริหาร ก่อนเจรจากันอีกครั้ฃในวันนี้
นั่นหมายความว่า ขณะที่ประชาชนกำลังรอรถไฟอยู่บนชานชาลา อีกด้านหนึ่งรัฐกับเอกชนกำลังนั่งเจรจากันว่า ใครจะรับผิดชอบรถไฟสายนี้หลังวันที่ 30 กันยายน
▪️แอร์พอร์ตลิงก์ กลายเป็นตัวประกันหรือไม่?
นี่คือประเด็นที่รัฐบาลและ รฟท.ต้องตอบให้ชัด
เพราะแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีไว้ใช้เป็น “ชิปต่อรอง” บนโต๊ะเจรจาธุรกิจ แต่เป็นระบบขนส่งสาธารณะที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวต้องใช้จริงทุกวัน
หากปัญหารถขัดข้องเกิดจากอายุการใช้งาน รัฐและเอกชนต้องเปิดข้อมูลว่า รถแต่ละขบวนเสียด้วยสาเหตุใด มีกี่ขบวนที่อยู่ระหว่างซ่อม ซ่อมมาตั้งแต่เมื่อใด ต้องใช้อะไหล่อะไร และจะกลับมาวิ่งครบเมื่อใด?
นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “รถเสีย”
แต่กำลังกลายเป็นคำถามว่า รัฐกำลังถูกบีบให้ต้องรักษาเอกชนไว้เพื่อไม่ให้ระบบแอร์พอร์ต เรล ลิงก์สะดุดหรือไม่
และการเดินรถที่ประชาชนต้องพึ่งพากำลังถูกผูกเข้ากับการต่อรองสัญญาโครงการมูลค่ากว่า 2.2 แสนล้านบาทมากน้อยเพียงใด
▪️30 ก.ย. วันชี้ชะตา
เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนถึงวันที่ 30 กันยายน
สิ่งที่ประชาชนต้องการอาจไม่ใช่คำอธิบายทางสัญญาที่ยาวหลายร้อยหน้า แต่เป็นคำตอบง่ายๆ เพียงว่า
1 ตุลาคม แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ใครจะเดินรถ?
รถที่เสียจะกลับมาครบเมื่อใด?
และไม่ว่ารัฐกับเอกชนจะเจรจาไฮสปีด 3 สนามบินกันอย่างไร ใครจะรับประกันว่า “ผู้โดยสาร” จะไม่ถูกจับเป็นตัวประกันอยู่บนชานชาลา
เพราะเกมต่อรองธุรกิจอาจมีเดิมพันเป็นสัญญามูลค่า 224,544 ล้านบาท
แต่สำหรับคนทำงานและผู้โดยสารที่ยืนรออยู่หน้าประตูรถไฟทุกเช้า เดิมพันของพวกเขาง่ายกว่านั้นมาก คือ วันนี้…จะไปทำงานทันหรือไม่?

