ศูนย์ข่าวศรีราชา - กรมควบคุมมลพิษเร่งบูรณาการหลายหน่วยงาน ไล่ตรวจเส้นทางวัสดุใช้แล้วตั้งแต่ตู้สินค้าถึงปลายทาง หลังพบกากจากกระบวนการรีไซเคิลถูกลักลอบทิ้งหลายพื้นที่ ชี้ต้องรู้ต้นทางว่าใครนำเข้า พร้อมใช้มาตรการศุลกากรสกัดวัสดุผิดเงื่อนไข หวั่นไทยกลายเป็นแหล่งรองรับกากอุตสาหกรรมจากทั่วโลก
นายสุนทร อุปมาณ ผู้อำนวยการส่วนตรวจสอบเหตุฉุกเฉินและกากของเสีย กองตรวจมลพิษ กรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า ปัญหากากอุตสาหกรรมไม่ได้จบลงเมื่อวัสดุถูกนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล เพราะในทางกลับกัน สิ่งที่มีมูลค่าถูกคัดแยกออกไป ขณะที่ส่วนที่ไม่มีมูลค่ากลับกลายเป็นภาระในการกำจัด และอาจถูกนำไปลักลอบทิ้งในพื้นที่ต่าง ๆ จนสร้างผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
กรมควบคุมมลพิษระบุว่า การแก้ปัญหาจำเป็นต้องย้อนกลับไปตรวจสอบตั้งแต่ ต้นทางของวัสดุใช้แล้ว ว่านำเข้ามาจากประเทศใด ปริมาณเท่าใด ผ่านขั้นตอนการนำเข้าอย่างไร และหลังจากเข้าประเทศแล้วถูกส่งต่อไปยังโรงงานหรือสถานประกอบการแห่งใด
สำหรับประเทศต้นทาง มีข้อมูลว่าวัสดุใช้แล้วอาจมาจากหลายประเทศ โดยมีการกล่าวถึงจีนในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางรวบรวมวัสดุใช้แล้วจากหลายพื้นที่ทั่วโลก ก่อนส่งต่อไปยังประเทศอื่นเพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดแยกและรีไซเคิล อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ย้ำว่า จำเป็นต้องตรวจสอบเป็นรายกรณี ไม่สามารถสรุปได้ว่าวัสดุทั้งหมดมาจากประเทศใดประเทศหนึ่ง
สิ่งที่กรมควบคุมมลพิษให้ความสำคัญคือ การไล่เส้นทางของกากตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เพราะหากตรวจพบเฉพาะกองกากที่ถูกนำไปทิ้ง อาจไม่สามารถสาวกลับไปถึงผู้ที่นำวัสดุเข้าประเทศหรือผู้ที่เป็นต้นเหตุของปัญหาได้
ในส่วนของมาตรการ หากพบการนำเข้าวัสดุที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไข หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ โดยกรมศุลกากรมีอำนาจอายัดและดำเนินการส่งกลับในกรณีที่การนำเข้าไม่ผ่านการตรวจสอบหรือไม่เป็นไปตามเงื่อนไข ขณะที่วัสดุที่ผ่านกระบวนการนำเข้าแล้วจะอยู่ภายใต้การติดตามตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมโรงงานอุตสาหกรรม
ส่วนกรณีพบปัญหามลพิษหรือได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับกากของเสีย กรมควบคุมมลพิษจะเข้าตรวจสอบร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาต้นตอและดำเนินการแก้ไข
กรมควบคุมมลพิษยอมรับว่า กากอุตสาหกรรมเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเร่งจัดการ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มอบนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงาน ตั้งแต่การควบคุมการนำเข้า การตรวจสอบโรงงาน การติดตามเส้นทางกาก ไปจนถึงการจัดการปลายทาง
เป้าหมายสำคัญคือการสกัดปัญหาให้ได้ตั้งแต่ต้นทาง ไม่ปล่อยให้ประเทศไทยกลายเป็นปลายทางของวัสดุที่ถูกนำเข้ามาเพื่อแยกเอาเฉพาะส่วนที่มีมูลค่า ขณะที่กากที่เหลือถูกทิ้งไว้ให้ประเทศและชุมชนเป็นผู้รับภาระ
เพราะหากปล่อยให้วงจรนี้เดินต่อไปเรื่อย ๆ ภาพที่เกิดขึ้นอาจกลายเป็น “ของมีค่าออกไป แต่กากตกค้างอยู่ในไทย” และเพิ่มความเสี่ยงที่ประเทศไทยจะกลายเป็นแหล่งรองรับกากอุตสาหกรรมจากทั่วโลกในที่สุด

