xs
xsm
sm
md
lg

“สนธิ” ลั่นถึงเวลาทวงคืนประเทศไทย! ดีเดย์ 10 ก.ย.บุกสถานทูตยิว ตามด้วยประท้วงจีนเทา จับตาปมฮั้ว สว.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“สนธิ” ลั่นถึงเวลาทวงคืนประเทศไทย! เปิดแผนเคลื่อนไหว 10 ก.ย.บุกสถานทูตยิว ก่อนปะท้วงจีนเทา ที่ชลบุรี และเดินสายให้ความรู้ประชาชนตามภูมิภาค จับตา 14 ก.ย. หาก กกต.มีมติตัดตอนคดีฮั้ว สว. เตรียมยกระดับชุมนุม ย้ำไม่มีชุมนุมปักหลักพักค้าง ไม่ต้องการล้มรัฐบาล แต่จะกดดันให้เลิกทำชั่ว ให้ นายกฯ หยุดร้องรำทำเพลง แล้วแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างเด็ดขาดจริงจัง



วันนี้ (7 ก.ย.) เวลา 10.00 น. ที่บ้านพระอาทิตย์ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วย นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และ นายนิติธร ล้ำเหลือ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน แถลงทิศทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหม่ ภายใต้แนวคิด “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” โดยประกาศเตรียมเดินหน้ารวบรวมพลังประชาชนและยกระดับการเคลื่อนไหวทางการเมือง พร้อมจับตาการทำงานของรัฐบาลและองค์กรอิสระ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. และข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือก สว.

นายสนธิ กล่าวต่อว่า การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากเหตุการณ์ทางการเมืองเฉพาะหน้า แต่ต้องการให้สังคมย้อนกลับไปดูต้นเหตุของปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน เพราะมองว่าการเมืองไทยมีการเปลี่ยนขั้วและเปลี่ยนรัฐบาล แต่เครือข่ายอำนาจและผลประโยชน์ยังคงเชื่อมโยงกันอยู่ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตนเคยออกมาต่อสู้กับรัฐบาลและระบอบทักษิณ เพราะไม่เห็นด้วยกับการทุจริต การใช้อำนาจ และการทำลายหลักนิติรัฐและนิติธรรม แต่ในปัจจุบันกลับมองเห็นปัญหาในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นกับรัฐบาลและกลุ่มอำนาจทางการเมืองชุดปัจจุบัน จึงเห็นว่า ประชาชนไม่ควรเลือกปฏิบัติในการตรวจสอบนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด

“ถ้าสิ่งที่เราต่อต้านในอดีต คือ การฉ้อราษฎร์บังหลวง การทำลายหลักนิติรัฐและนิติธรรม วันนี้ถ้ามันเกิดขึ้นกับฝ่ายที่เราเคยสนับสนุน เราก็ต้องกล้าตรวจสอบเหมือนกัน” นายสนธิ กล่าว


นายสนธิ ยังกล่าวถึงกรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการฮั้ว สว.ว่า ต้องจับตาการดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีที่ กกต.อาจจะมีมติ 5 ต่อ 2 ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว หากกระบวนการตรวจสอบเดินหน้าไปในลักษณะที่มีการตัดตอนบุคคลบางกลุ่ม หรือดำเนินคดีเฉพาะผู้ที่อยู่ระดับล่าง โดยไม่สาวไปถึงผู้ที่มีอำนาจหรือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ก็อาจทำให้ประชาชนเกิดข้อสงสัยต่อกระบวนการยุติธรรมและความเป็นอิสระขององค์กรที่เกี่ยวข้อง

“วันที่ 14 กันยายน นี้ ต้องจับตา ถ้า กกต.มีการตัดตอนตามที่ผมคาดการณ์ไว้ รัฐบาลชุดนี้ไม่ต้องกังวล เพราะจะมีเรื่องเกิดขึ้นตลอดเวลา และประชาชนจะได้เห็นว่าเครือข่ายอำนาจที่กำลังบริหารประเทศอยู่นั้นเป็นอย่างไร” นายสนธิ กล่าว

นายสนธิ ยังกล่าวถึงตัวเลขงบประมาณประมาณ 1,621 ล้านบาท ที่เกี่ยวข้องกับโครงการด้านเทคโนโลยี และ AI โดยตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ หากเป็นเพียงการเช่าระบบหรือเทคโนโลยีจากภายนอกมาใช้งาน และเมื่อหมดสัญญาจะต้องใช้งบประมาณเช่าต่อไปเรื่อย ๆ พร้อมเสนอว่ารัฐควรนำงบประมาณดังกล่าวมาพัฒนาบุคลากรและสร้างเทคโนโลยี AI ของประเทศไทยเอง


นายสนธิ กล่าวย้ำว่า การเคลื่อนไหวครั้งใหม่ของตนไม่ได้มุ่งหมายให้เกิดความรุนแรง แต่ต้องการใช้พลังของประชาชนกดดันให้รัฐบาลและผู้มีอำนาจหยุดการกระทำที่ประชาชนเห็นว่าไม่ถูกต้อง โดยเชื่อว่า หากประชาชนจำนวนมากไม่พอใจการบริหารประเทศ ก็สามารถแสดงออกผ่านการชุมนุมและการเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ พร้อมประกาศว่า ตนจะเดินทางไปพบประชาชนในภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อเปิดประเด็นปัญหาและอธิบายข้อมูลที่ตนมี โดยไม่สนใจว่าจะมีผู้เข้าร่วมมากหรือน้อย เพราะมองว่าหน้าที่ของตนคือการนำเสนอข้อมูลและเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน

นายสนธิ ยังเปิดเผยกำหนดการเบื้องต้นว่า ในวันที่ 10 กันยายน 2569 เวลา 09.30 น. จะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล ไม่ว่าทางสถานทูตจะออกมารับหนังสือหรือไม่ ก็จะอ่านแถลงการณ์ ซึ่งจะเป็นแถลงการณ์ที่คนยิว ประเทศอิสราเอล ฟังแล้วเจ็บ เพราะเป็นประเทศที่ทั่วโลกรังเกียจ และไม่หยุดแค่นั้น หลังจากนั้น จะเดินทางไปประท้วงจีนเทาที่ชลบุรีต่อ และเดินสายให้ความรู้ประชาชนตามภูมิภาคต่างๆ รวมทั้งจะจับตาวันที่ 14 กันยายน ซึ่งอาจเป็นจุดสำคัญต่อทิศทางการเคลื่อนไหว หาก กกต.มีมติ 5 ต่อ 2 ไม่ส่งฟ้องใครเลยหรือส่งฟ้องไม่กี่คนตามที่มีกระแสข่าวออกมา ก็จะมีการชุมนุมอย่างแน่นอน

“ผมต้องการวัดให้เห็นว่า ประชาชนไม่พอใจกับการทำงานของรัฐบาลมากแค่ไหน ไม่ใช่เวทีของการชกต่อย แต่เป็นเวทีที่ประชาชนจะบอกว่าต้องการเห็นรัฐบาลมีศีลธรรม มีความซื่อสัตย์ มีความกล้าหาญ และยึดหลักนิติรัฐนิติธรรม” นายสนธิ กล่าว

นายสนธิ ยังกล่าวถึงการบริหารประเทศของรัฐบาล โดยยกประเด็นราคาพลังงาน ปัญหาการกักตุนน้ำมัน การเยียวยาประชาชนจากปัญหาน้ำท่วม ปัญหาการทุจริตในระบบราชการ รวมถึงปัญหาการถือครองที่ดินและการเข้ามาประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ โดยมองว่า ปัญหาเหล่านี้สะท้อนความล้มเหลวของรัฐในการดูแลผลประโยชน์ของประชาชนไทย นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงปัญหาอธิปไตยและพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยชื่นชมบทบาทของฝ่ายทหารที่ออกมาปกป้องพื้นที่ของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลมีจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องอธิปไตย และไม่ดำเนินนโยบายที่อาจทำให้ผลประโยชน์ของประเทศเสียหาย


นายสนธิ กล่าวต่อว่า สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหว โดยจะเดินหน้าสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง และหากสถานการณ์ทางการเมืองไม่เป็นไปตามที่ประชาชนต้องการ ก็พร้อมพิจารณายกระดับการเคลื่อนไหวให้มีพลังมากขึ้น ทั้งนี้ นายสนธิ ระบุว่า เป้าหมายสำคัญไม่ใช่การสร้างความขัดแย้งระหว่างประชาชน แต่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางประเทศ และต้องการให้รัฐบาลตระหนักว่าประชาชนสามารถตรวจสอบและกดดันผู้มีอำนาจได้

“ผมต้องการเอาประเทศไทยของเราคืนมา ประเทศไทยต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของกลุ่มทุน กลุ่มบ้านใหญ่ หรือเครือข่ายอำนาจใดๆ และหากประชาชนเห็นด้วยกับอุดมการณ์และสิ่งที่ตนทำก็ขอให้ออกมาแสดงพลังกันให้มากขึ้น ผมขอท้านายอนุทินให้ไลฟ์สดทุกวัน ถ้าแน่จริง และผมก็จะไลฟ์ชนกับนายอนุทินทุกวัน คนหนึ่งไลฟ์สดโกหก อีกคนเข้าไปจับผิด”

นายสนธิ ยังประกาศว่า ไม่ได้ต้องการล้มรัฐบาล แต่ต้องการให้รัฐบาลอยู่ไม่เป็นสุข ถ้ายังไม่แก้ปัญหา ให้นายกฯ เลิกเต้นรำทำเพลง แล้วออกมาแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างจริงจังและเด็ดขาด ทั้งนี้ การชุมนุมจะไม่มีการปักหลักพักค้าง แต่จะเป็นการชุมนุมที่ใหญ่มาก ให้คอยดูพลังของประชาชน


ผู้สื่อข่าวถามถึงรูปแบบการเคลื่อนไหวว่า จะเป็นการปักหลักชุมนุมระยะยาวเหมือนในช่วงการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลทักษิณหรือไม่

นายสนธิ กล่าวว่า ตนคิดว่าไม่น่าจะมีการปักหลักพักค้าง แต่พลังของการชุมนุมจะมีความเข้มข้นและมีขนาดใหญ่ โดยตนได้วางแผนร่วมกับนายนิติธร ล้ำเหลือ หรือ “ทนายนกเขา” และนายพิชิต ไชยมงคล หรือ “ตั้ม” ไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด โดยจะเริ่มต้นการเคลื่อนไหวในวันที่ 10 กันยายนนี้ และจับตาดูท่าทีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันที่ 14 กันยายน

“ถ้า กกต. ตัดตอนตามที่เขาคาดหวังไว้ด้วยคะแนน 5 ต่อ 2 ก็ได้เห็นดีกันแน่ภายในอาทิตย์นั้น ไม่ต้องกังวล รัฐบาลชุดนี้เชิญทำงานตามสบาย เพราะจะมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะมันมีเรื่องให้ต้องลุกขึ้นมาประท้วงอยู่ตลอด” นายสนธิกล่าว

นายสนธิกล่าวต่อว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ต้องการทำให้ประชาชนได้รับรู้ว่า รัฐบาลที่ตนมองว่าเป็oรัฐบาลเครือข่ายและมีปัญหาการทุจริต ไม่สมควรที่จะปกครองประเทศไทยต่อไป พร้อมระบุว่า ต้องการปลุกพลังของประชาชนขึ้นมา เพราะประชาชนทั้งหมดคือพลังแผ่นดินไม่ใช่กลุ่มบุคคลที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากประเทศ


เมื่อถามว่า มีฟางเส้นสุดท้ายหรือไม่ หากรัฐบาลยังไม่แก้ไขปัญหาต่าง ๆ นายสนธิ กล่าวว่า ขณะนี้ถือว่าเป็นฟางเส้นสุดท้ายแล้ว เพราะมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตนมองว่าเป็นความไม่ถูกต้องมากกว่า 20 ประเด็น

“ฟางเส้นสุดท้ายของคนอายุ 79 ปี ที่ควรจะอยู่บ้านเลี้ยงหลาน หรือจัดรายการให้ปัญญา ให้องค์ความรู้ ทำไมจะต้องลากสังขารของผมออกมา ทำไมจะต้องเดินฝ่าการถูกเยาะเย้ยถากถางตลอดเวลา ทำไมจะต้องมาใช้ความอดทน มันก็เป็นฟางเส้นสุดท้ายไปเรียบร้อยแล้ว” นายสนธิกล่าว

นายสนธิกล่าวว่า ตนไม่ได้กล่าวหาใครโดยปราศจากเหตุผล และเชื่อว่าความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว แม้บางเรื่องอาจถูกยื้อหรือปิดบังไว้ได้ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ท้ายที่สุดความจริงจะต้องถูกเปิดเผย เพียงแต่ขึ้นอยู่กับว่าจะถูกเปิดเผยเมื่อใด


เมื่อถามว่ารูปแบบการชุมนุมครั้งนี้จะแตกต่างจากการชุมนุมในอดีตอย่างไร เนื่องจากครั้งนี้ประกาศว่าจะไม่เรียกร้องให้รัฐบาลลาออก นายสนธิ กล่าวว่า ต้องการวัดระดับความไม่พอใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล และการขึ้นเวทีของตนจะมีการคัดเลือกบุคคลที่จะขึ้นปราศรัยอย่างเหมาะสม

“เราไม่ได้ไล่รัฐบาล แต่เราจะบอกรัฐบาลชุดนี้ว่าชั่วตรงไหนบ้าง เป็นการกดดันให้เขาเลิกทำความชั่ว ถ้าเลิกทำความชั่ว เลิกอุ้มทุนสีเทา จีนเทา ก็จบ” นายสนธิกล่าว

นายสนธิยังกล่าวถึงปัญหาชาวจีนเข้ามาประกอบอาชีพในประเทศไทย โดยตั้งคำถามถึงช่องทางและประเภทวีซ่าที่ใช้ในการเข้าประเทศ พร้อมระบุว่า มีนายหน้าหรือเครือข่ายบางส่วนที่ช่วยต่อวีซ่า รวมถึงการใช้สถาบันสอนมวยไทย สถาบันสอนภาษาไทย หรือสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เป็นช่องทางในการขยายระยะเวลาการพำนักในประเทศไทย

“นี่คือสิ่งที่ต้องแก้ มีเยอะแยะเลย คำถามคือจะแก้ได้อย่างไร” นายสนธิกล่าว พร้อมแสดงความหวังว่า ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองคนใหม่จะเอาจริงเอาจังกับปัญหาดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าเป็นการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของคนไทย รวมถึงผู้ประกอบการที่ทำมาหากินในประเทศไทย


นายสนธิกล่าวด้วยว่า เตรียมเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับระเบียบของกระทรวงพาณิชย์ฉบับใหม่ที่มีการประกาศออกมา 10 ข้อ ซึ่งตนมองว่าอาจเป็นการเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาแข่งขันและส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงปัญหาต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยอ้างถึงข้อมูลที่นายวิไท รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เคยเปิดเผยว่า บริษัทขนาดใหญ่สามารถกู้เงินจากธนาคารด้วยอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยประมาณ 3.7% ขณะที่เอสเอ็มอีต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงถึงประมาณ 7.8%

สำหรับรูปแบบการเคลื่อนไหวในอนาคต นายสนธิกล่าวว่า จะขึ้นอยู่กับการทำงานของรัฐบาล หากรัฐบาลยังมีการดำเนินการที่ตนเห็นว่าไม่เหมาะสม ก็จะมีการชุมนุมหรือเคลื่อนไหวบ่อยขึ้น และอาจกระจายการเคลื่อนไหวไปยังภูมิภาคต่าง ๆ

“ผมจะเดินสายไปตามภาคต่าง ๆ จะมีใครฟังมากน้อยขนาดไหนไม่สนใจ ผมบอกแล้วไง ผมเอาปัญญา เอาธรรมให้เขาแล้ว สิ่งที่ผมพูดมันเป็นความจริง เขาจะเถียงผมไม่ได้ เถียงมาสิ เดี๋ยวผมจะตอบให้ ไม่มีอะไรชนะความจริงได้” นายสนธิกล่าว


เมื่อถามถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่เรียกการเคลื่อนไหวครั้งนี้ว่าเป็น “ม็อบน้ำหมาก” นายสนธิกล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องแก้ตัว และไม่สนใจคำครหาหรือนินทา เพราะที่ผ่านมาในช่วงที่ตนเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลทักษิณ ก็เคยถูกปรามาสในลักษณะเดียวกัน

“ผมไม่แคร์ ถ้าผมจะทำอะไร ผมทำเพราะผมเชื่อ ไม่ใช่ทำเพราะมีคนจะเข้าร่วมเยอะ ผมไม่ต้องการแสง ตัวผมเป็นดาวฤกษ์ในตัวเองอยู่แล้ว ไม่ใช่ดาวเคราะห์” นายสนธิกล่าว

นายสนธิกล่าวต่อว่า หากต้องเดินทางไปยังสถานที่มืดมิด แม้จะต้องไปเพียงคนเดียวก็พร้อมที่จะไป และไม่หวั่นไหวต่อคำครหาหรือนินทา

ส่วนกรณีความปลอดภัยจากการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานทูตอิสราเอลและหน่วยข่าวกรอง นายสนธิยอมรับว่าเป็นห่วง แต่ไม่เชื่อว่าการประสานงานกับฝ่ายความมั่นคงจะสามารถรับประกันความปลอดภัยได้

“ช่างมันเถอะ ผมเชื่ออีกอย่างหนึ่ง ถ้าฆ่าผม 200 นัดไม่ตาย ไม่มีอะไรฆ่าผมตายได้หรอก ผมผ่านมาหมดแล้ว และถ้าหากผมต้องตายเรื่องนี้ยิ่งดี ถ้าการตายของผมเป็นจุดเปลี่ยนแปลงของประเทศ ล้างบางหมดให้เกิดขึ้น ผมยินดีที่จะตาย ผมบอกมานานแล้ว คนที่น่ากลัวที่สุดคือคนที่ไม่กลัวตาย” นายสนธิกล่าว

เมื่อถามว่า หากรัฐบาลไม่ตอบสนองต่อข้อเรียกร้อง หรือไม่แก้ไขปัญหาตามที่กลุ่มเคลื่อนไหวเสนอ จะมีการยกระดับการเคลื่อนไหวอย่างไร นายสนธิกล่าวว่า จะเปิดเผยข้อมูลและข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับรู้ และให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ
“เราให้ความจริงกับประชาชน เราให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน ถ้าไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ ผลที่ออกมามันจะเสียหายมากขึ้น ถูกไหม เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คือไปซ้ำรอย ไปสร้างบาดแผลใหม่ให้ประชาชน” นายสนธิกล่าว

นายสนธิย้ำว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่เวทีสำหรับการท้าทายหรือการเผชิญหน้า แต่เป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลทำความดี เลิกการทุจริต ยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม และทำให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรม

นายสนธิยังกล่าวถึงปัญหาราคาพลังงาน โดยตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จึงไม่พูดถึงปัญหาราคาพลังงานและผลกำไรของโรงกลั่นน้ำมัน พร้อมระบุว่า เคยมีข้อเสนอจากนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ และนางสาวรสนา โตสิตระกูล ที่เสนอแนวทางลดราคาน้ำมันต่ออดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แต่ยังไม่ได้รับการดำเนินการตามข้อเสนอ


เมื่อถามถึงชื่อของกลุ่มที่จะใช้ในการเคลื่อนไหวครั้งนี้ นายสนธิกล่าวว่า มีตนเป็นหนึ่งในเสาหลัก ร่วมกับมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินของนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ รวมถึงเครือข่าย คปท. ของนายนิติธร ล้ำเหลือ และนายพิชิต ไชยมงคล โดยทั้งหมดจะร่วมกันขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “รวมพลังการต่อสู้เพื่อเอาประเทศไทยของเราคืนมา”

นายสนธิกล่าวว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และไม่จำเป็นต้องแบ่งแยกสีทางการเมือง เพราะเป้าหมายคือการนำประเทศไทยกลับคืนมาจากนักการเมืองที่ตนมองว่าไม่ทำงานเพื่อประชาชน พร้อมยกตัวอย่างว่า แม้แต่กลุ่มคนที่เคยอยู่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองก็ยังออกมาแสดงความสนับสนุนการเคลื่อนไหว

“วันนี้ไม่มีสี มีสีธงชาติไทย เอาประเทศไทยของเราคืนมาจากนักการเมืองชั่ว ๆ นักการเมืองที่หิวแสง นักการเมืองที่ทำงานไม่เป็น นักการเมืองที่ดูถูกประชาชนทั่วทุกเหล่า” นายสนธิกล่าว

ท้ายที่สุด เมื่อถามว่า หากรัฐบาลยังไม่รับฟังหรือไม่เปลี่ยนแปลง จะมีกรอบหรือเส้นแบ่งในการยกระดับการเคลื่อนไหวหรือไม่ นายสนธิกล่าวว่า ไม่มีเส้นแบ่งที่กำหนดไว้ตายตัว เพราะเชื่อว่าหากรัฐบาลจะเดินไปสู่ความล้มเหลว ก็จะเป็นผลจากการกระทำของรัฐบาลเอง

“คนเราเนี่ย ถ้ามันจะพินาศฉิบหาย ต้องฉิบหายด้วยตัวเอง เชื่อผม” นายสนธิกล่าว