ทุนต่างชาติเหิมเกริม! หักหน้ามหาดไทย ลอบตั้งสุสานยิวเถื่อนกลางบางคล้า แอบขนศพโบกปูนซุกใต้เต็นท์ เย้ยกฎหมายไทยซึ่งหน้า สั่นคลอนอธิปไตยแผ่นดิน เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจหมื่นล้านรุกคืบพื้นที่ EEC
ภาพถ่ายหลุมศพคอนกรีตที่มีป้ายจารึกภาษาต่างประเทศ ซุกซ่อนอยู่ใต้เต็นท์สีน้ำเงินขนาดใหญ่ ในพื้นที่กั้นรั้วสังกะสีมิดชิดผืนนี้ คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่เพิ่งถูกแอบถ่ายและส่งออกมาจากพื้นที่หมู่ 2 ตำบลเสม็ดใต้ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา หลังปฏิบัติการบุกเข้าตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและ อบต. กว่า 40 นาย เมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา
สิ่งที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบจนนำไปสู่ความตกตะลึงคือ หลุมศพคอนกรีตโบกปูนปิดสนิทจำนวน 4 หลุม โดยหน้าป้ายระบุชัดเจนว่าเป็นร่างของชาวยิวต่างชาติ ที่เพิ่งเสียชีวิตในปี 2568 และปี 2569 ปีปัจจุบันนี้เอง
ประเด็นสำคัญที่กลายเป็นความผิดทางอาญาคือ ในเมื่อกระทรวงมหาดไทยสั่งระงับและไม่อนุมัติต่อใบอนุญาตจัดตั้งสุสานแห่งนี้ไปนานแล้ว แต่ทำไมกลุ่มทุนต่างชาติกลุ่มนี้ ถึงยังกล้าดื้อแพ่ง ลักลอบขนศพข้ามจังหวัดมาโบกปูนฝังพรางสายตาอยู่ใต้เต็นท์สีน้ำเงิน โดยไม่เคารพกฎหมายบ้านเมือง
หากไล่เรียงที่มาที่ไปจะพบว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับขบวนการคืบคลานของเครือข่ายข้ามชาติที่ชื่อว่า ชาบัด ที่เข้ามาปักหลักทำธุรกิจในไทยมานานกว่า 30 ปี วางโมเดลเศรษฐกิจแบบผูกขาด เงินหมุนเวียนในเครือข่ายสูงกว่า 5,000 ล้านบาท จ่ายรับกันเองเฉพาะในกลุ่มต่างชาติ ตั้งแต่โรงแรม ร้านอาหาร ยันรถเช่าในเมืองท่องเที่ยวอย่างปาย เกาะสมุย และภูเก็ต
ความย้อนแย้งอยู่ตรงที่ ในทางเอกสาร พวกเขาใช้คนไทยอย่าง นางสาวสมพร เกิดบ้านไร่ เป็นผู้ถือใบอนุญาตบังหน้าส่งให้หน่วยงานรัฐ เพื่อให้ได้สิทธิ์ครอบครองที่ดินผืนงาม แต่เมื่อได้ที่ดินบนผืนแผ่นดินไทยไปแล้ว พวกเขากลับตั้งป้อม ตรวจสอบเข้มงวด และมีพฤติกรรมปฏิเสธห้ามคนไทยเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือใช้บริการโดยเด็ดขาด ทำตัวเสมือนเป็นเขตปกครองพิเศษแยกตัวออกไปจากสังคมไทย
และเมื่อเครือข่ายของคนเป็นขยายตัว ปัญหาตอนตายจึงเกิดขึ้นตามมา ตามหลักศาสนาของพวกเขาห้ามเผาศพเด็ดขาด ต้องฝังเท่านั้น แต่สุสานเดิมย่านเจริญกรุงในกรุงเทพมหานครเวลานี้เต็มหมดแล้ว 100% กลุ่มทุนข้ามชาติกลุ่มนี้จึงขยายเป้าหมาย มากว้านซื้อที่ดินเกษตรกรรมผืนใหญ่ที่อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา หวังใช้พื้นที่ตรงนี้ทำเป็นสุสานรองรับศพคนต่างชาติสูงถึง 1,200 หลุม
ทว่าเอกสารแถลงการณ์ของกรมการปกครอง ฉบับที่ 110/2569 ยืนยันชัดเจนว่า ทันทีที่ใบอนุญาตดำเนินงานสิ้นสุดลง นายอำเภอบางคล้าและกระทรวงมหาดไทยสั่งไม่อนุมัติต่อใบอนุญาตให้เด็ดขาด เนื่องจากทำเลที่ตั้งขัดกฎกระทรวงอย่างรุนแรง ตัวสุสานอยู่ห่างจากคลองสาธารณะที่เป็นสายเลือดหล่อเลี้ยงบ่อกุ้งบ่อปลาชาวบ้านเพียง 187 เมตร และอยู่ชิดถนนชุมชนติดโรงเรียนจนชาวบ้านหวาดผวาลุกฮือต่อต้าน
แต่แทนที่จะเคารพคำสั่งรัฐบาล พวกเขาใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย แจ้งตายถูกต้องกับโรงพยาบาลต้นทางเพื่อเอาใบมรณบัตร แต่กลับหมกเม็ดเอกสาร แอบขนร่างคนตายข้ามจังหวัดเข้ามาแอบฝัง และกางเต็นท์สีน้ำเงินทับพร้อมล้อมรั้วสังกะสีมิดชิดเพื่อปกปิดสายตาเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชน
พฤติกรรมทั้งหมดนี้สะท้อนความจริงอย่างตรงไปตรงมาว่า ทุนต่างชาติกำลังแสดงอำนาจเหนือกฎหมายไทย รุกคืบยึดแผ่นดินทำมาหากินของชาวบ้าน ตั้งแต่ปากท้องตอนเป็น ยันตั้งป่าช้าเถื่อนตอนตาย
กรณีที่เกิดขึ้นที่อำเภอบางคล้าในเวลานี้ กำลังสร้างข้อกังขาและกลายเป็นคำถามตัวโต ๆ จากสังคม ถึงความหละหลวมและการปล่อยปละละเลยของเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ ตลอดจนความลักลั่นในการอนุมัติของข้าราชการระดับสูงในอดีต ว่ามีเรื่องของผลประโยชน์แอบแฝงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ เหตุใดระบบคัดกรองข้ามจังหวัดจึงปล่อยให้เกิดช่องโหว่ขนาดใหญ่ จนกลุ่มทุนต่างชาติสามารถลักลอบขนย้ายศพและเข้ามาก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างอำพรางสายตาได้อย่างง่ายดาย โดยที่หน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่นไม่ระแคะระคายจนกระทั่งชาวบ้านลุกขึ้นมาร้องเรียน
ยิ่งไปกว่านั้น การเลือกปักหมุดสุสานขนาดใหญ่ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การรุกคืบเข้าสู่พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งเอื้อต่อการลงทุนและการถือครองของต่างชาติ เพื่อเตรียมการรองรับกลุ่มทุนที่จะย้ายฐานเข้ามาตั้งถิ่นฐานแบบถาวรในอนาคต โดยอาศัยจังหวะรอยต่อและความอ่อนแอของกลไกการตรวจสอบจากส่วนกลางเป็นสะพานข้ามขีดจำกัดทางกฎหมาย
สถานการณ์ลักลอบฝังศพและการท้าทายกฎหมายอธิปไตยที่บางคล้าในวันนี้ จึงไม่ต่างอะไรกับกระจกบานใหญ่ที่ส่งสัญญาณเตือนภัยความมั่นคงระดับชาติ ว่าปัญหาทุนต่างชาติสวมสิทธิ์และนอมินีกลืนชาติ กำลังสร้างรัฐอิสระ ซ้อนอยู่บนผืนแผ่นดินไทยอย่างน่ากังวล จากนี้ไป คงต้องเป็นคำถามสำคัญส่งตรงถึงรัฐบาลและหน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมาย ว่าระบบนิติรัฐของไทย จะถูกนำกลับมาปกป้องผลประโยชน์และผืนแผ่นดินของคนไทยอย่างจริงจังและเด็ดขาด
หรือจะปล่อยให้อำนาจเงินของทุนต่างชาติอยู่เหนืออธิปไตยของแผ่นดินไทยต่อไป

