xs
xsm
sm
md
lg

เงินกู้ 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน หรือ ล้างผลาญภาษี? EP.2 (จบ): ปั๊มเงินกู้เพื่อประชาชนหรือเพื่อใคร?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ซีรีส์ : เงินกู้ 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน หรือ ล้างผลาญภาษี? EP.2 (จบ): ปั๊มเงินกู้เพื่อประชาชนหรือเพื่อใคร?

เมื่อเจาะลึกข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงใน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จะพบเงื่อนงำสำคัญ 4 ประการ ซึ่งทำให้เกิดคถามว่ารัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล มีเจตนาปรับโครงสร้างพลังงานอย่างจริงจังมากน้อยแค่ไหน หรือมีวัตถุประสงค์อื่นกันแน่

ประการแรก ยุทธศาสตร์ “ตีเช็คเปล่า”? กู้ก่อน หาโครงการใส่ทีหลัง

นี่คือคำถามข้อแรก เนื่องเพราะรายละเอียดการขอใช้เงิน 2 แสนล้านบาทใน พ.ร.ก. มีเอกสารประกอบยื่นต่อรัฐสภาเพียงหน้าเดียว โดย นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ ได้ยอมรับกลางที่ประชุมวุฒิสภาอย่างตรงไปตรงมาว่า "ยอมรับว่าไม่มีรายละเอียดเพราะโครงการที่เป็นทางการยังไม่ได้เสนอมาเลย หลังจากวันนี้หากพระราชกำหนดฉบับนี้ผ่านจากวุฒิสภา ก็จะมีโครงการดีๆ เสนอเข้ามา"

การกู้เงินมหาศาลโดยไม่มีแผนงานตกผลึกมาก่อน ขัดกับหลักการบริหารงบประมาณและยุทธศาสตร์พลังงานระดับชาติอย่างที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้

ประการที่สอง กรอบเวลาสั้นผิดธรรมชาติ เปิดช่องโอนงบไปทำประชานิยมแจกเงิน

โดยหลักการแล้ว การปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศต้องใช้เวลาดำเนินการอย่างน้อย 5–10 ปี แต่ พ.ร.ก. ฉบับนี้กลับบีบกรอบเวลาให้หน่วยงานยื่นโครงการภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 และต้องเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2570 นั่นหมายถึงมีเวลาทำงานจริงเพียง 1 ปีเศษ

เมื่อรัฐบาลตั้งเป้าหมายโครงการที่ไม่มีทางทำทันในทางปฏิบัติ เช่น การติดโซลาร์ 1 ล้านหลังคาเรือน ช่องโหว่ตาม มาตรา 6 ของ พ.ร.ก. จึงทำหน้าที่เป็น "กลไกซ่อนเร้น"เปิดทางให้คณะรัฐมนตรีสามารถโอนโยกเงินกู้ส่วนที่เบิกจ่ายไม่ทัน กลับไปอัดฉีดโครงการแจกเงินกระตุ้นการบริโภค เช่น "โครงการไทยช่วยไทยพลัส" เฟสต่อไป เพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองในช่วงใกล้วาระเลือกตั้งได้อย่างแยบยล

ประเด็นนี้ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ตั้งคำถามจี้กลางสภาว่า: หากรัฐบาลไม่สามารถลงนามในสัญญาโครงการด้านพลังงานได้ครบตามวงเงินภายในวันที่ 30 ก.ย. 2570... หากเงิน 200,000 ล้านบาทสำหรับด้านพลังงานใช้ไม่หมด จะสามารถโอนไปเป็นส่วนหนึ่งของวงเงินก้อนแรก และนำไปใช้กับมาตรการช่วยเหลือประชาชน เช่น ไทยช่วยไทยพลัส ในระยะต่อไปได้หรือไม่"

ประการที่สาม "ท่อน้ำเลี้ยงการเมือง" และการหว่านงบลงพื้นที่ฐานเสียง

สัญญาณความไม่โปร่งใสเห็นได้จากการเร่งกระจายงบไปยังท้องถิ่นและกระทรวงในสังกัดการเมือง เช่น การตั้งงบปั๊มน้ำโซลาร์เซลล์ของกรมชลประทาน 20,343 ล้านบาท หรือโครงการของกระทรวงมหาดไทย เพื่อเปลี่ยนเงินกู้ให้กลายเป็นงบผูกผันจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์ในพื้นที่ฐานเสียง

ประเด็นที่สี่ เลี่ยงแก้ปัญหากลุ่มทุน ละเว้นต้นตอโครงสร้างราคาพลังงานที่ไม่เป็นธรรม

แทนที่จะแก้ปัญหาที่ต้นตอ รัฐบาลกลับละเว้นไม่แตะต้องสัมปทานโรงไฟฟ้าเอกชนและสัญญารับซื้อก๊าซ แต่มุ่งเน้นเฉพาะการกู้เงินมาไล่แจกครุภัณฑ์และซื้ออุปกรณ์ปลีกย่อย

‘บอร์ดกลั่นกรองฯ’: เมื่อข้าราชการตรวจสอบนักการเมืองกันเอง

แม้ฝ่ายบริหารจะพยายามสร้างความเชื่อมั่นว่า เงินกู้ 2 แสนล้านบาทจะไม่ใช่การ "ตีเช็คเปล่า" โดยชูเกราะป้องกันอย่าง "คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้" ที่มี นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ร่วมกับคณะอนุกรรมการฯ ที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานคัดกรองอีกชั้น แต่ในทางปฏิบัติเชิงโครงสร้าง กลไกนี้กลับถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรงว่า "จะเป็นตราชั่งที่เที่ยงตรง หรือเป็นเพียงตราปั๊มอนุมัติให้ฝ่ายการเมือง?"

เนื่องเพราะองค์ประกอบของคณะกรรมการชุดใหญ่และชุดย่อย เกือบทั้งหมดประกอบด้วยข้าราชการประจำระดับสูง เช่น ปลัดกระทรวงการคลัง, เลขาธิการสภาพัฒน์, ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ, อธิบดีกรมบัญชีกลาง และผู้อำนวยการ สศค. ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้สายการบังคับบัญชาของรัฐบาลโดยตรง

รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจรองประธาน กมธ.การเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ที่ระบุชัดว่า การใช้งบผ่าน พ.ร.ก. กู้เงิน รวบรัดตัดกระบวนการตรวจสอบของรัฐสภาไปไว้ในมือบอร์ดข้าราชการ ซึ่งโดยธรรมชาติทางโครงสร้างแล้ว "ข้าราชการมักปฏิบัติตามนโยบายหรือคำสั่งของฝ่ายการเมือง"ทำให้เกราะกรองโครงการไร้สภาพถ่วงดุลอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ การที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ระบุว่า คณะกรรมการกลั่นกรองฯ จะมีกรอบเวลาในการพิจารณาโครงการเพียงประมาณ 15 วันต่อรอบ เพื่อเร่งอนุมัติโครงการที่ยื่นเข้ามาภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 ให้แล้วเสร็จทันกรอบเวลาผูกพัน คือสิ่งที่สังคมไม่อาจเข้าใจได้

เนื่องเพราะการบีบกรอบเวลาที่กระชั้นชิดเช่นนี้ ภายใต้แรงกดดันทางการเมืองที่ต้องการเร่งอัดฉีดงบประมาณ ทำให้เกิดคำถามใหญ่ว่า บอร์ดกลั่นกรองฯ จะมีศักยภาพในการลงลึกตรวจสอบความคุ้มค่าเชิงเทคนิค (TOR), ราคากลางที่เป็นจริง, หรือการตรวจสอบการล็อกสเปกได้อย่างไร? สุดท้ายจึงเสี่ยงสูงที่จะกลายสภาพเป็นเพียง "สถาบันปั๊มตรายาง" เพื่อให้การเบิกจ่ายเงินกู้ทันตามกรอบเวลาทางการเมืองเท่านั้น

เกาไม่ถูกที่คัน: กู้ซื้อปั๊มน้ำ เมินแก้นำเข้า LNG 3 แสนล้าน

วิกฤตพลังงานและค่าไฟแพงที่คนไทยกำลังเผชิญ ไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนปั๊มน้ำหรือขาดแคลนแผงโซลาร์เซลล์ แต่เกิดจาก "ปัญหาเชิงโครงสร้าง" ที่รัฐบาลเจตนาละเลย

ผศ.ประสาท มีแต้ม อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ได้ชี้ให้เห็นถึงเนื้อร้ายที่แท้จริงของระบบพลังงานไทยว่า "ปัญหาสำคัญเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก คือ ลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ในการผลิตไฟฟ้า โดยปัจจุบันประเทศไทยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้ามากกว่า 60% ของกำลังผลิตทั้งหมด ขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลกอยู่เพียงประมาณ 22%... ค่าใช้จ่ายนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นจากประมาณ 100,000 ล้านบาทก่อนสงครามรัสเซีย-ยูเครน เป็นกว่า 300,000 ล้านบาทต่อปี"

นอกจากปัญหานำเข้า LNG ราคาแพงมหาโหดแล้ว ระบบพลังงานไทยยังประสบปัญหากำลังผลิตไฟฟ้าสำรองล้นเกินมาตรฐานสากลไปมาก ส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับค่าความพร้อมจ่าย (AP) ผ่านบิลค่าไฟตามสัญญาที่ไม่เป็นธรรม
ดังนั้น การกู้เงิน 2 แสนล้านบาทมาไล่ซื้อครุภัณฑ์จึงเป็นการ "เกาไม่ถูกที่คัน" และไม่ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประเทศอย่างแท้จริง

เทียบโมเดลตปท.: ทำไมเวียดนามกล้าหักกลุ่มทุน?

เมื่อมองไปที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม จะเห็นความแตกต่างในการบริหารจัดการพลังงานอย่างสิ้นเชิง บริษัท Vingroup กลุ่มทุนใหญ่ที่สุดของเวียดนาม โดยการนำของ Pham Nhat Vuong ได้ยื่นเสนอต่อรัฐบาลเวียดนามเพื่อ ยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้า LNG ขนาด 4,800 เมกะวัตต์ที่เมืองไฮฟอง ทั้งที่ได้เริ่มพิธีวางศิลาฤกษ์ไปแล้ว โดยขอเปลี่ยนไปลงทุนในพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานแทน ด้วยเหตุผล 3 ข้อ คือ ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา LNG ในตลาดโลก ความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางพลังงานจากการต้องพึ่งพาการนำเข้า และต้นทุนการนำเข้าระยะยาวที่สูงเกินไป

ขณะที่อินเดีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) สามารถทำต้นทุนผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์บวกระบบแบตเตอรี่ได้ต่ำกว่าราคาไฟฟ้าที่คนไทยกำลังจ่ายอยู่อย่างมีนัยสำคัญ

ดับชนวนระเบิดหนี้ ผ่าตัดโครงสร้าง ทางรอดจริง

การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่แท้จริง ไม่จำเป็นต้องกู้เงิน 2 แสนล้านบาทมาไล่ซื้อของแจกให้เป็นภาระหนี้ผูกพันคนรุ่นหลัง รัฐบาลสามารถดับชนวนระเบิดหนี้และวางรากฐานพลังงานยั่งยืนได้ทันที ด้วย 3 ยุทธศาสตร์ผ่าตัดโครงสร้าง

หนึ่ง รื้อสัญญา PPA & ปลดระวางโรงไฟฟ้าฟอสซิลเก่า:รัฐบาลต้องมีความกล้าหาญทางการเมืองในการเจรจาแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ที่ไม่เป็นธรรม ทบทวนภาระค่าความพร้อมจ่าย (AP) เจรจายกเลิกหรือชะลอการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ใหม่ที่ล้นระบบ และจัดทำแผนลดการนำเข้า LNG อย่างเป็นรูปธรรมภายใน 5 ปี เพื่อหยุดการไหลออกของเงินตราต่างประเทศปีละ 3 แสนล้านบาท

สอง ทลายการผูกขาดสายส่ง:เร่งเปิดเสรีโครงข่ายไฟฟ้าของ 3 การไฟฟ้า อนุญาตให้ประชาชน เอกชน และชุมชน สามารถใช้สายส่งเพื่อซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดกันเองได้โดยตรง (Peer-to-Peer Energy Trading) ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชนโดยรัฐบาล "ไม่ต้องใช้เงินกู้แม้แต่บาทเดียว"

สาม กำหนด KPI วัดที่ "การลดนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล" & ราคากลางโปร่งใส:ปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดโครงการจากการนับจำนวนการจัดซื้อครุภัณฑ์ มาเป็นการวัด "สัดส่วนการลดนำเข้า LNG"และ "ปริมาณคาร์บอนที่ลดลงได้จริง" พร้อมทั้งกำหนดราคากลางการติดตั้งโซลาร์ของภาครัฐให้เป็นมาตรฐานเดียว และจัดทำระบบฐานข้อมูลที่รวบรวมรายชื่อคู่ค้า ซัพพลายเออร์ หรือผู้รับเหมา เพื่อขึ้นทะเบียนผู้ให้บริการที่ผ่านเกณฑ์ ป้องกันปัญหาการล็อกสเปก กินส่วนต่าง และเงินทอนเชิงนโยบาย

การตื่นรู้ของสังคมต่อ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะงบเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาทนี้ คือบททดสอบครั้งสำคัญในการมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ของประชาชนและการตรวจสอบทางการคลังของไทย

ที่สำคัญ การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องของการ "รูดบัตรเครดิตใบสุดท้ายที่ใกล้เต็มวงเงินเพื่อซื้อของมาแจก" แต่คือการ คืนความเป็นธรรมให้โครงสร้างราคาพลังงาน และปกป้องวินัยการเงินการคลังของชาติเพื่ออนาคตของลูกหลานไทย

ย้อนอ่าน >>เงินกู้ 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน หรือล้างผลาญภาษี? EP.1: ลอกคราบเงินกู้ สู่ ‘มหกรรมชอปปิงกลุ่มทุน-ท่อน้ำเลี้ยงการเมือง’