xs
xsm
sm
md
lg

เงินกู้ 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน หรือล้างผลาญภาษี? EP.1: ลอกคราบเงินกู้ สู่ ‘มหกรรมชอปปิงกลุ่มทุน-ท่อน้ำเลี้ยงการเมือง’

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



เจาะลึก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ส่องไส้ในงบ 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน ขายฝันโซลาร์ล้านหลัง เสี่ยงขาดดุลจีน 4 หมื่นล้าน แฉผันงบเป็นท่อน้ำเลี้ยงการเมือง ทิ้งภาระหนี้จ่อชนเพดาน 70% ให้คนไทยแบกรับ

ซีรีส์: เงินกู้ 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน หรือล้างผลาญภาษี?EP.1: ลอกคราบเงินกู้ สู่ ‘มหกรรมชอปปิงกลุ่มทุน-ท่อน้ำเลี้ยงการเมือง’

ท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพที่ประชาชนคนไทยต้องชักหน้าไม่ถึงหลัง การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ผลักดัน พ.ร.ก.กู้เงินมหาศาลถึง4 แสนล้านบาท โดยอ้างความจำเป็นเร่งด่วน และในส่วนวงเงิน 2 แสนล้านบาท ชูคำหรูหราเรื่อง “การเปลี่ยนผ่านพลังงาน” กำลังถูกสังคมจับตาและตั้งคำถามอย่างหนัก

เนื่องด้วยทำท่าจะเป็น “มหกรรมชอปปิ้งครุภัณฑ์สะเปะสะปะ” ที่ไร้แผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์รองรับอย่างสิ้นเชิง ซึ่งสุดท้ายภาระหนี้ทั้งหมดจะตกอยู่บนหลังของประชาชนคนไทยทุกคน ส่วนผลประโยชน์ก้อนโตจะถูกประเคนให้กลุ่มทุนนำเข้าข้ามชาติ และขุมข่ายการเมือง หรือไม่ อย่างไร ไม่อาจกระพริบตาได้เลยทีเดียว

ขายฝันลมๆ แล้งๆ “โซลาร์ล้านหลัง -EV 8 แสนคัน” ?

ตัวเลขสวยหรูที่ภาครัฐใช้ปั๊มความชอบธรรมในการกู้เงิน คือการตั้งเป้าสนับสนุนการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปให้ได้5 แสนถึง1 ล้านครัวเรือน คิดเป็นกำลังการผลิตราว 5,000 เมกะวัตต์ พร้อมเปลี่ยนผ่านยานยนต์สาธารณะไปสู่รถไฟฟ้า (EV) จำนวน 80,000 คันภายในปี 2570

แต่ในทางปฏิบัติเชิงเทคนิค ตัวเลขนี้ถูกตั้งคำถามว่า เป็นเพียงการ"โฆษณาขายคอนโดหรูบนอากาศ ทั้งที่ยังไม่ได้ลงเสาเข็ม"

"1 ล้านหลังคาเรือนไม่น่าเป็นไปได้ ผมได้คุยกับบริษัทผลิตInverter เขาไม่ได้มีของมากขนาดนั้น ปีนี้ประเทศไทยมีการติดโซลาร์ 700 MW แต่จากโครงการนี้ 1 ล้านหลังคา คือประมาณ 5,000 MW สต๊อกมีไม่ถึงแน่นอน หากเราจะติด 1 ล้านหลังคาเรือนภายในปี 2570 เราต้องติดวันละประมาณ 2,800 หลังคาเรือน เราจะมีเจ้าหน้าที่การไฟฟ้ามาขนานไฟพอไหมวันละ 2,800 หลัง ไม่มีทาง ผมให้เต็มที่ 200,000-250,000 ครัวเรือน"นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด เปิดเผยเบื้องหลังความเป็นจริงของตลาดพลังงานที่รัฐบาลมองข้ามอย่างสิ้นเชิง

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ หากเป้าหมายโซลาร์รูฟท็อปทำไม่ทัน งบประมาณอาจจะถูกหว่านไปจัดซื้ออุปกรณ์ปลีกย่อย เช่น ปั๊มน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ รถเมล์ EV หรือเสาไฟโซลาร์เซลล์ ซึ่งเสี่ยงต่อการล็อกสเปกและเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนที่มีสายสัมพันธ์ทางการเมือง มากกว่าจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชน

นอกจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่ขาดแคลนแล้ว หากติดโซลาร์ปูพรมโดยไม่มีระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานรองรับ จะยิ่งซ้ำเติม “ปรากฏการณ์California’s Duck Curve”คือการใช้ไฟจากระบบหลักกลางวันลดฮวบและพุ่งอย่างรวดเร็วในตอนหัวค่ำ ส่งผลให้โรงไฟฟ้าหลักต้องหยุดเดินเครื่องช่วงกลางวันเพราะไฟเกิน แต่ประชาชนกลับต้องร่วมรับภาระจ่าย"ค่าความพร้อมจ่าย" (Availability Payment: AP) ให้โรงไฟฟ้าเอกชนในช่วงค่ำหนักยิ่งกว่าเดิม

ข้อกังขาที่แหลมคมยิ่งกว่านั้นคือ ประเทศไทยไม่ใช่เจ้าของเทคโนโลยีฝั่งผลิตอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ ดังที่ นายสันติชัย อาภรณ์ศรี ผู้ประสานงาน JustPow แพลตฟอร์มสื่อสารประเด็นพลังงาน ได้นำเสนอข้อมูลจากการสำรวจทิศทางเงินกู้2 แสนล้านบาท ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงใหญ่หลวงต่อระบบเศรษฐกิจไทยว่า

"มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการขาดดุลการค้ากว่า 40,000 ล้านบาท จากการนำเข้าอุปกรณ์โซลาร์เซลล์จากจีน เนื่องจากโครงการส่วนใหญ่ที่คาดว่าจะใช้งบเงินกู้ 2 แสนล้านนั้น เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงานแสงอาทิตย์ โดยที่โครงการทั้งหมดนี้ ไม่ได้มีคำอธิบายไปถึงเป้าหมายที่แท้จริงของการเปลี่ยนผ่านโดยลดการพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่การวางโครงสร้างพื้นฐาน"

ในเมื่อแผงโซลาร์เซลล์และอุปกรณ์อินเวอร์เตอร์กว่า 90% ต้องนำเข้าจากจีน การกู้เงิน 2 แสนล้านบาทมาไล่ซื้อของโดยไม่มีมาตรการสร้างห่วงโซ่อุปทานหรืออุตสาหกรรมในประเทศ จึงไม่ต่างอะไรจากการควักภาษีและเงินกู้ของคนไทยไปสร้างความร่ำรวยให้โรงงานในต่างประเทศ แล้วทิ้งขยะพิษเสื่อมสภาพไว้ให้ประเทศไทยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

แกะรอย “ท่อน้ำเลี้ยงการเมือง”

เมื่อเจาะลึกเข้าไปในกลไกการกระจายวงเงินกู้ 2 แสนล้านบาท และจากรายงานของ JustPow จะพบรูปการณ์ที่ไม่ต่างจากการ"จัดตั้งงบประมาณแบบกลับหัวกลับหาง" แทนที่จะเริ่มจากยุทธศาสตร์ระดับชาติว่าต้องการลดคาร์บอนเท่าใด หรือลดการนำเข้าLNG กี่เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลกลับใช้วิธี"กู้เงินมากองไว้2 แสนล้าน" แล้วส่งสัญญาณให้กระทรวงต่าง ๆ ไป "สั่งของมาใส่ให้เต็มวงเงิน" อย่างน่ากังขา

พิสูจน์ได้จากพฤติการณ์ของ 2 กระทรวงใหญ่ที่เป็นหัวเจาะในการเบิกจ่ายครั้งนี้ เริ่มจาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับงบประมาณ64,000 ล้านบาทโดยอ้างโครงการประปาโซลาร์และพลังงานสะอาดเกษตรกรรม

"ยกตัวอย่าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น กรมชลประทานที่ของบฯ 20,000 ล้านบาท เมื่อถามว่าเอาไปทำอะไรก็บอกว่ายังไม่มีรายละเอียดโครงการ มีแต่ชื่อและยอดเงิน แต่รายละเอียดโครงการยังไม่มีเลย นี่คือความไม่ชัดเจนของหน่วยงาน เราจะเห็นถึงความกระจัดกระจาย ความสะเปะสะปะในการทำโครงการขึ้นมาเพื่อขอเงินกู้ก้อนนี้"นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้ข้อมูล

ขณะที่ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ก็ของบสูงถึง 10,020 ล้านบาท อ้างสินเชื่อสวนยางคาร์บอนต่ำ, กรมการข้าว8,822 ล้านบาท อ้างศูนย์ข้าวอัจฉริยะ, กรมวิชาการเกษตร6,891 ล้านบาท อ้างกู้วิกฤตโรคใบด่าง, และ กรมพัฒนาที่ดินอีก 1,105 ล้านบาท

ถัดมาคือ กระทรวงมหาดไทยซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้มีหนังสือหลุดแจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จัดทำโครงการเสนอขอเงินกู้ 2 แสนล้าน โดยมีการแนบ "รายการตัวอย่าง" ชนิดที่เรียกว่าแจกแคตตาล็อกให้จิ้มเลือก ทั้งระบบโซลาร์รูฟท็อป รพ.สต./โรงเรียน,ระบบสูบน้ำโซลาร์เซลล์ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เช่น รถขยะEV หรือรถพยาบาลEV แม้ต่อมาเมื่อเกิดกระแสต่อต้าน มหาดไทยจะสั่งยกเลิกหนังสือดังกล่าวไปอย่างกะทันหัน แต่นี่คือ"ร่องรอยความผิดปกติ" ที่สะท้อนเจตนาได้

นางสาวรักชนก ศรีนอกสส.พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ.วิสามัญติดตามการใช้เงินกู้4 แสนล้านบาท ได้ตั้งข้อสังเกตเชิงสืบสวนสอบสวนว่า:

"ในการใช้งบกลางแก้ภัยแล้งที่ผ่านมา ภายใต้คีย์เวิร์ด'โซลาร์' ใช้เงินไปกว่า 5,500 ล้านบาท แต่ปรากฏว่างบก้อนใหญ่กว่า 3,000 ล้านบาท กลับถูกผันลงสู่พื้นที่ของ สส.ทั้งที่บางพื้นที่ไม่เคยเสี่ยงภัยแล้ง... งบเงินกู้ 2 แสนล้านบาท ที่จะนำไปใช้เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งมีคีย์เวิร์ดในทำนองเดียวกัน อาจถูกพิจารณาจัดสรรไปในทำนองเดียวกัน ที่เอื้อให้กับนักการเมืองสีน้ำเงิน"

ตอกย้ำด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า สภาฯ ได้ตั้ง กมธ.วิสามัญติดตามเงินกู้ขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2569 โดยมี นายศุภชัย ใจสมุทร สส.ภูมิใจไทย เป็นประธาน แต่ตลอดระยะเวลาหลายเดือน กมธ. กลับประชุมติดตามแผนงานจริงเพียง 2 ครั้งเท่านั้น จนถูกฝ่ายค้านแขวะกลางสภาว่าประธาน กมธ."เกียร์ว่าง" เพื่อดึงเวลาให้ฝ่ายบริหารเร่งอนุมัติเบิกจ่ายเงินกู้

อุ้มคนรวย2% ทิ้งหนี้ให้คนจน98% แบกรับ

เมื่อฉากบังหน้าคือการอุดหนุนโซลาร์รูฟท็อปให้ประชาชนครัวเรือนละ 30,000 ถึง 50,000 บาท แต่เมื่อกางสถิติความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยออกดู ก็จะดูเหมือนจะดำเนินไปในทวงทำนอง"เอาเงินภาษีคนจนไปอุดหนุนคนรวย"

ดังเช่นที่ นางสาวนันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า “การทำเช่นนี้รัฐบาลกำลังช่วยใคร เพราะค่าติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน ต้องใช้เงินประมาณ150,000-300,000 บาท คนกลุ่มไหนถึงจะมีเงินออกค่าติดตั้งโซลาร์เซลล์ก่อน จากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า 88% ของคนไทย มีเงินอยู่ในบัญชีน้อยกว่า 50,000 บาท และคนมีเงินในบัญชี 1 ล้านบาท มีเพียง 2% แปลว่าคนไทย 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ไม่มีกำลังพอที่จะจ่ายเงินโซลาร์เซลล์... เงินกู้ 200,000 ล้านบาท จะเป็นประโยชน์กับคนเพียง 2% แต่คนอีก 98% ต้องจ่ายหนี้"

แปลไทยเป็นไทยก็คือื ประชาชนคนไทยอีก 98% ที่ไม่มีเงินสำรองหลักแสนบาทไปติดโซลาร์เซลล์เพื่อลดค่าไฟ กลับต้องแบกรับภาระหนี้สาธารณะมหาศาลจากการกู้เงินครั้งนี้

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาโครงสร้างภาระหนี้ที่ผูกคอคนไทยทุกคนอยู่ในเวลานี้ ก็พบว่า ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 ไทยมีหนี้สาธารณะคงค้างสูงถึง 12.78 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น66.66% ของ GDP และการกู้เงินตาม พ.ร.ก.4 แสนล้านบาทนี้ จะดันให้สัดส่วนหนี้สาธารณะพุ่งขึ้นแตะ69.88% ต่อGDP ในปีงบประมาณ2570 ซึ่งจ่อชนเพดานวินัยการเงินการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน70% อย่างน่าหวาดเสียว

นายกรณ์ จาติกวณิชสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายท้วงติงเรื่องการกู้เงินที่จะดันให้หนี้สาธารณะทะลุเพดาน 70% และทำให้งบประมาณปี 2571 ไม่เหลือพื้นที่ทางการคลังสำหรับจัดสรรงบลงทุน 20% ตามกฎหมาย

ในทำนองเดียวกัน นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ และ นาวาตรีวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายเตือนเรื่องการดันหนี้สาธารณะเข้าใกล้เพดาน 70% ซึ่งเปรียบเสมือนการ "รูดบัตรเครดิตใบสุดท้ายที่ใกล้เต็มวงเงิน"

ที่ต้องขีดเส้นใต้คือ ภาระหนี้ไม่ได้จบแค่ตัวเลขกู้ แต่มาพร้อมกับ "ดอกเบี้ย" ที่ต้องจ่ายจริง ปัจจุบันประเทศไทยต้องเจียดงบประมาณแผ่นดินเพื่อจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยหนี้สาธารณะสูงถึงปีละกว่า200,000 ล้านบาทเงินจำนวนนี้คือเงินภาษีที่แทนจะได้นำไปสร้างโรงพยาบาล พัฒนาโรงเรียน หรือจัดทำสวัสดิการผู้สูงอายุ กลับต้องถูกสูบไปจ่ายคืนเงินกู้มาละลายแม่น้ำ

ทั้งนี้ เมื่อคำนวณสัดส่วนให้เห็นภาพเชิงรูปธรรม ประชาชนหาเช้ากินค่ำที่เดินเข้าสะดวกซื้อหรือตลาดสด ทุกๆ การจับจ่ายซื้อสินค้า100 บาท จะถูกจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ทันที7 บาท และในโครงสร้างงบประมาณแผ่นดินปัจจุบัน เม็ดเงินภาษีที่รัฐรวบรวมได้ จะถูกหักออกไปถึงประมาณ10% (หรือเกือบ1 บาทจากภาษีทุก7 บาท) เพื่อนำไปผ่อนชำระ "ดอกเบี้ยและเงินต้นของหนี้สาธารณะ"

นั่นหมายความว่า ยิ่งรัฐบาลสร้างภาระหนี้กู้สะสมที่ไม่คุ้มค่ามากเท่าใด เม็ดเงินภาษีจากการใช้จ่ายของคนไทยฐานราก ก็จะยิ่งถูกควักออกไปชดใช้ดอกเบี้ยหนี้กู้ให้แก่กลุ่มทุนและนักการเมืองมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

นาวาตรีวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว. ได้สรุปฉากทัศน์นี้ไว้อย่างตื่นรู้ว่า:"ถ้าเป็นคนปกติไปขอกู้ธนาคาร ถ้ามีหนี้สะสมเยอะขนาดนี้ ท่าทางเราคงไม่มีปัญญาใช้หนี้คืน จะมีคนให้ท่านกู้หรือไม่...ความมั่นคงทางพลังงานของชาติจะต้องไม่ถูกแลกมาด้วยความล้มละลายทางวินัยการเงินการคลังของประเทศอย่าให้เราต้องใช้หนี้ชั่วลูกชั่วหลาน".