เปิดปมขัดแย้งชุมชนชาวยิวในไทย ขยายพื้นที่จัดตั้งสุสานแห่งใหม่ใน อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา หลังพื้นที่เดิมในกรุงเทพฯ ใกล้เต็ม พบชาวบ้านรวมตัวค้านหนักเหตุตั้งใกล้ชุมชน-แหล่งน้ำเกษตร ขณะที่จังหวัดตรวจสอบพบผิดหลักเกณฑ์กฎกระทรวง ด้าน มท. มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เหตุยื่นเกินเวลา ล่าสุดสั่งหยุดกิจการ ย้ายศพออกนอกพื้นที่แล้ว พร้อมยื่นฟ้องศาลปกครองระยองเพื่อสู้คดีต่อ
.
วันนี้ (3 ก.ย. 2569) จากกรณีที่มีรายงานข่าวว่า ชุมชนชาวยิวในประเทศไทย จัดตั้งสุสานชาวยิวแห่งใหม่ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อรองรับการฝังศพตามหลักศาสนายิวในระยะยาว หลังพื้นที่สุสานเดิมในกรุงเทพฯ มีพื้นที่จำกัดและใกล้เต็ม ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนในพื้นที่ โดยข้อมูลจาก Jewish Community of Thailand ระบุว่า ชุมชนได้รณรงค์ระดมทุนและจัดซื้อที่ดินแปลงใหม่ในฉะเชิงเทรา ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ราว 60–90 นาที
.
จากนั้นได้ดำเนินการจดทะเบียนเป็น สถานที่ฝังศพ และประกอบพิธีเปิด–ชำระพื้นที่ตามธรรมเนียมยิวโดยคณะ เชวรา คาดิชา (Chevra Kadisha) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้รับผิดชอบพิธีศพตามหลักศาสนายิว ล่าสุดมีการฝังศพในสุสานแห่งใหม่นี้แล้ว 3 ราย โดยชุมชนระบุว่า ผู้ที่ถูกฝังในช่วงเริ่มต้นถือเป็นเสมือน “ผู้บุกเบิก” ที่ช่วยเปิดทางให้ชาวยิวในประเทศไทยมีสถานที่ฝังศพตามหลักศาสนาได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต
.
จากสุสานเดิมสู่พื้นที่ใหม่ เดิมชุมชนชาวยิวใช้พื้นที่สุสานยิวที่อยู่ติดกับ สุสานโปรเตสแตนต์กรุงเทพฯ ถนนเจริญกรุง โดยสุสานยิวแห่งนี้ได้รับการจัดตั้งและประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ในปี 2540 (1997) หลังจากก่อนหน้านั้น ชาวยิวบางส่วนต้องฝังศพในสุสานโปรเตสแตนต์ เนื่องจากยังไม่มีพื้นที่สุสานยิวโดยเฉพาะ ผ่านมากว่า 30 ปี พื้นที่เดิมมีหลุมฝังศพเพิ่มขึ้นจนมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ ชุมชนจึงเริ่มโครงการจัดหาที่ดินแห่งใหม่หลายปีก่อน และเลือกพื้นที่ชนบทในฉะเชิงเทราเป็นสถานที่สำหรับสุสานแห่งใหม่
.
การเลือกฉะเชิงเทรายังมีเหตุผลด้านต้นทุน เนื่องจากพื้นที่มีขนาดใหญ่และราคาที่ดินต่ำกว่าในกรุงเทพฯ ทำให้สามารถจัดพื้นที่สำหรับการฝังศพในระยะยาวได้ โดยชุมชนระบุว่าค่าใช้จ่ายในการฝังศพที่สุสานแห่งใหม่นี้อยู่ในระดับที่เข้าถึงได้มากขึ้น ชุมชนชาวยิวในไทยมีการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานทางศาสนาในระยะยาว เพื่อให้สมาชิกสามารถประกอบพิธีฝังศพตามหลักศาสนาได้ แม้พื้นที่สุสานเดิมในกรุงเทพฯ จะมีข้อจำกัดมากขึ้นก็ตาม
.
ล่าสุด น.ส.ฉัตรประอร นิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ได้สั่งการให้ทุกอำเภอตรวจสอบเข้มข้น กรณี การดำเนินกิจการสุสานและฌาปนสถานฯ ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ตามที่มีปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ จากการตรวจสอบพบว่า จังหวัดฉะเชิงเทรามีสุสานที่ไม่ได้รับอนุญาตโดยถูกต้องตามกฎหมาย ในพื้นที่ตำบลเสม็ดใต้ อำเภอบางคล้า โดยใช้ชื่อสุสาน JEWISH CEMETRY THAILAND มีตัวแทนชาวไทย (ภูมิลำเนาจังหวัดชลบุรี) เป็นผู้ดำเนินการ ยื่นคำขอใบอนุญาตจัดตั้งสุสานและฌาปนสถาน เมื่อปี พ.ศ. 2564
.
และพบว่า เมื่อช่วงปี พ.ศ. 2566 มีชาวบ้านประมาณ 60 คน ที่มีบ้านเรือนและชุมชนใกล้เคียงกับสุสาน รวมตัวหน้าสุสานคัดค้านไม่ให้นำศพเข้าฝังบริเวณสุสาน ณ วันที่ชาวบ้านรวมตัวคัดค้าน ทางสุสานจะดำเนินการนำศพเข้ามาฝังที่สุสาน โดยใบมรณบัตรระบุว่าฝังที่สุสานยิว (สถานที่ดังกล่าวนี้) ซึ่งข้อเท็จจริง สถานที่ตั้งสุสานอยู่ใกล้บริเวณชุมชน ประชาชนสัญจรไปมาเป็นประจำ และมีสถานที่อื่น เช่น โรงเรียนบ้านหนองโสน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเสม็ดใต้ ศาลาประชาคม ใกล้พื้นที่ทำการเกษตร เลี้ยงกุ้ง ชาวบ้านจึงรวมตัวคัดค้านไม่ให้มีการก่อสร้างสุสานในพื้นที่โดยเด็ดขาด
.
ซึ่งอำเภอบางคล้า ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่และข้อเท็จจริง พบว่าสถานที่ก่อสร้างเมื่อ เดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 แล้วเสร็จเมื่อเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2566 และชาวบ้านสันนิษฐานว่า "น่าจะ" มีการนำศพมาฝังแล้ว 1 ศพ เนื่องจากในบริเวณกำแพงรั้ว มีลักษณะหลุมฝังมีดินกลบ และอีก 1 หลุม เป็นลักษณะขุดหลุมสี่เหลี่ยมแต่ยังไม่ได้กลบดิน และจากการตรวจสอบพบว่า สถานที่ตั้งสุสาน ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ตามที่ระเบียบกฎหมายกำหนด คือ 1. สถานที่อยู่ติดถนนสำหรับประชาชนใช้สัญจรสาธารณะ 2. มีลำรางสาธารณะที่ประชาชนใช้ระบายน้ำลงสู่คลองชลประทานเมื่อเกิดน้ำท่วม 3. มีหลอดน้ำ ใช้ในการส่งน้ำเข้าสู่แปลงพืชสวนของเกษตรกร 4. มีพื้นที่กับแหล่งน้ำ 2 ด้าน
.
ต่อมาเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 คณะกรรมการกลั่นกรองตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขสุสานและฌาปนสถาน ร่วมกันพิจารณากลั่นกรองการต่ออายุใบอนุญาต พบว่าไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามกฎกระทรวง (พ.ศ. 2543) จึงมีมติเอกฉันท์ว่าสถานที่ตั้งสุสานและฌาปสถานดังกล่าว ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข จึงพิจารณา "ไม่ควรต่อใบอนุญาต" และแจ้งผลเป็นหนังสือต่อผู้รับมอบอำนาจดำเนินการ และผู้ยื่นคำขอสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ ผ่านอำเภอบางคล้า
.
จากนั้น บริษัทดังกล่าวได้มอบอำนาจให้ทนายความส่งหนังสือเพื่ออุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง ต่อนายอำเภอบางคล้า ซึ่งในขณะนั้นจังหวัดฉะเชิงเทราให้อำเภอบางคล้าตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ปรากฏว่า ถนนสนามช้าง-หนองโสน ได้ขึ้นทะเบียนเป็นทางหลวงท้องถิ่น และคลองใหม่ ผู้นำท้องที่และผู้นำท้องถิ่นยืนยันว่าเป็นคลองสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน และใช้ประโยชน์ในการระบายน้ำออกเมื่อเกิดปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่และส่งน้ำเข้าสวน และบ่อเลี้ยงกุ้งของเกษตรกร ปัจจุบันโฉนดที่ดินที่ขออนุญาตจัดตั้งสุสาน แบ่งออกเป็น 2 โฉนด โดยโฉนดที่ดินที่ขออนุญาตจัดตั้งสุสานมีเนื้อที่เหลือ 6 ไร่ 20 ตารางวา
.
จังหวัดฉะเชิงเทราพิจารณาแล้ว เห็นพ้องกันกับอำเภอบางคล้า ไม่ต่อใบอนุญาต จึงส่งเรื่องให้กรมการปกครองเพื่อเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 กรมการปกครองแจ้งว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้โปรดพิจารณาเรื่องดังกล่าวแล้วมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ไว้เพื่อวินิจฉัยอุทธรณ์ เนื่องจากเป็นการยื่นอุทธรณ์เกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และจังหวัดฉะเชิงเทราแจ้งผลการพิจารณาแก่ผู้อุทธรณ์พร้อมแจ้งสิทธิ์ในการฟ้องคดีต่อศาลปกครองให้ผู้อุทธรณ์ทราบและดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
.
ณ ปัจจุบัน ผู้ดำเนินการแทนบริษัทดังกล่าว ได้ใช้สิทธิทางศาลและอยู่ในกระบวนการของศาลปกครองระยอง และปัจจุบันสถานที่ดังกล่าวได้หยุดดำเนินกิจการไปแล้ว โดยที่ทำการปกครองอำเภอบางคล้าแจ้งว่า ณ ขณะได้รับอนุญาตมีการฝังศพ จำนวน 1 ศพ ซึ่งภายหลังได้ขนย้ายศพดังกล่าวออกนอกพื้นที่เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันจึงไม่มีศพฝั่งในพื้นที่ดังกล่าว
.
ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ได้กำชับให้นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ ตรวจตราเฝ้าระวังสถานการณ์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และรายงานผลให้ทราบทันที พร้อมกันนี้ขอความร่วมมือประชาชนในชุมชนคอยเฝ้าระวังด้วย
......
Sondhi X

