xs
xsm
sm
md
lg

กางคำสั่งศาลปกครองสูงสุด! นักกฎหมายย้ำ ‘หมอสรณ‘ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีกลับนั่งหัวโต๊ะ ปธ.กสทช.ไม่ได้ ปล่อยบอร์ดทำหน้าที่ต่อ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



นักกฎหมายชี้ชัดคำสั่งศาลปกครองสูงสุด แม้มีคำสั่งรับฟ้องคดี แต่ "หมอสรณ" ยังกลับมานั่งเก้าอี้ประธาน กสทช. ไม่ได้ และต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ปล่อยให้บอร์ดที่เหลือทำงานต่อไป

วันนี้(3 ก.ย.) นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระและอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ได้เจาะลึกคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 952/2569 กรณีที่มีคำสั่งให้รับคำฟ้องคดีที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. และข้อเตือนสติการปฏิบัติหน้าที่ ว่า ข่าวใหญ่ในวงการกฎหมายปกครองและการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ 952/2569 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 (ศาลปกครองกลางอ่านเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569) มีคำสั่ง "กลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น" ให้รับคำฟ้องของ ศ. คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ไว้พิจารณา พร้อมสั่งให้พิจารณาคำขอทุเลาการบังคับต่อไป

ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด คือ 1.คณะกรรมการสรรหาฯ มีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือไม่นั้น มองว่า คณะกรรมการสรรหา กสทช. เป็นองค์กรที่ใช้อำนาจตามกฎหมายในการออกคำสั่งหรือมติที่มีผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลโดยตรง จึงถือเป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

2.ข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เมื่อ นพ.สรณ ฟ้องว่า คณะกรรมการสรรหาใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 มีคำวินิจฉัย ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เรื่อง การพิจารณาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของประธาน กสทช. โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งกฎหมายจัดตั้งศาลปกครอง

3.ผลของคำวินิจฉัยต่อการดำรงตำแหน่งและการปฏิบัติหน้าที่นั้น เมื่อคณะกรรมการสรรหาอ้างว่า ใช้อำนาจ (ตามมาตรา 15/1 แห่งกฎหมาย กสทช.) วินิจฉัยลักษณะต้องห้ามของหมอสรณว่า การที่หมอสรณไม่ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ (ตามมาตรา 8 (1) (2) หรือ (3)) ถือเป็นการสละสิทธิโดยผลของกฎหมาย (ตามมาตรา 18) และเมื่อกฎหมายกำหนดให้คณะกรรมการสรรหาดำเนินการสรรหากรรมการ กสทช. ใหม่

“โดย นพ.สรณ จะเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่ไม่ได้ และเมื่อคณะกรรมการสรรหาได้มีคำวินิจฉัยดังกล่าว ย่อมถือเป็นเหตุให้หมอสรณต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการ กสทช. (ตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (5)) และ นพ.สรณไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. ต่อไปได้ (ตามนัยมาตรา 20 วรรคสาม ที่แก้ไขแล้ว)”

4.เจตนารมณ์ในการรักษาความต่อเนื่องของบริการสาธารณะนั้น กรณีดังกล่าวกฎหมายให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และให้ถือว่า กสทช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ แต่ทั้งนี้จะต้องมีจำนวนกรรมการไม่น้อยกว่า 4 คน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เป็นไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงัก

5.คำวินิจฉัยเป็น “คำสั่งทางปกครอง" ที่กระทบสิทธิโดยตรงหรือไม่นั้น มองว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ย่อมมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของหมอสรณ จึงเป็น "คำสั่งทางปกครอง" (ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539) นพ.สรณ จึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการกระทำของคณะกรรมการสรรหา และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือความเสียหายดังกล่าว ต้องมีคำบังคับของศาลให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา (ตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (1) แห่งกฎหมายจัดตั้งศาลปกครอง) หมอสรณจึงเป็น "ผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง" (ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง) อุทธรณ์ของหมอสรณฟังขึ้น

6.ไม่ต้องเยียวยาภายในก่อนฟ้อง และยื่นฟ้องภายในกำหนดเวลา เมื่อมาตรา 15/1 วรรคหนึ่ง แห่งกฎหมาย กสทช. ที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาเป็นที่สุด และคณะกรรมการสรรหาได้แจ้งสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองให้หมอสรณทราบ (ตามนัยมาตรา 50 แห่งกฎหมายจัดตั้งศาลปกครอง) ไว้ในหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยแล้ว นพ.สรณจึงไม่ต้องดำเนินการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายก่อนฟ้องคดีต่อศาล (ตามมาตรา 42 วรรคสอง) เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นพ.สรณได้รับทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา ที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 จึงถือเป็นวันที่นพ.สรณ รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี นพ.สรณ จึงต้องนำคดีมาฟ้องต่อศาลภายใน 90 วันนับแต่วันดังกล่าว คือ ฟ้องภายในวันที่ 20 ตุลาคม 2569 การที่หมอสรณยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครองชั้นต้นเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 จึงเป็นการฟ้องคดีภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด (ตามมาตรา 49 แห่งกฎหมายจัดตั้งศาลปกครอง)

และ 7.คำสั่งศาลปกครองสูงสุด การที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย จึงมีคำสั่ง "กลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา และมีคำสั่งในเรื่องคำขอเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดีของผู้ฟ้องคดีต่อไป”
ดังนั้น สาระสำคัญของคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ในชั้นนี้ ศาลปกครองสูงสุดยังไม่ได้วินิจฉัยว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) จริงหรือไม่ และยังไม่ได้วินิจฉัยว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ (ซึ่งอยู่ในหน้าที่ของศาลปกครองกลางที่จะต้องวินิจฉัยต่อไป) เพียงแต่วินิจฉัยในชั้น "สิทธิฟ้องคดี" ว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวมีผลกระทบต่อสถานะของผู้ฟ้องคดีโดยตรง จึงเป็นคำสั่งทางปกครองและผู้ฟ้องคดีมีสิทธิฟ้องศาลได้โดยไม่ต้องรอให้พ้นจากตำแหน่งเสียก่อน

ศาลปกครองสูงสุดไม่ได้กล่าวตรงๆ ว่า “คำวินิจฉัยนี้ไม่ใช่เพียงความเห็นภายในองค์กร” (Internal Opinion) แต่การที่ศาลวินิจฉัยว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็น “คำสั่งทางปกครอง” ซึ่งมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี ย่อมเป็นเหตุให้อนุมานได้ว่า ศาลมิได้ถือว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นเพียงความเห็นหรือการดำเนินการภายในที่ไม่มีผลทางกฎหมายต่อหมอสรณ

อย่างไรก็ตาม นายวัส กล่าวถึงข้อเตือนสติว่า เหตุใด นพ.สรณ จึงควรหยุดปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2569 แม้นว่าคำสั่งศาลปกครองสูงสุดฉบับนี้จะเป็นการเปิดประตูศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณา เพื่อพิสูจน์ความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปดครอง แต่ในมิติของ นิติรัฐ (Rule of Law) และ หลักธรรมาภิบาล (Good Governance) มีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ของนพ.สรณ ในการประชุมตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ดังนี้
คือ ความเสี่ยงต่อผลกระทบทางกฎหมาย เมื่อคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ของคณะกรรมการสรรหายังคงมีผลในทางปกครอง การดึงดันปฏิบัติหน้าที่หรือเข้าประชุมในฐานะประธาน กสทช. อาจถูกโต้แย้งในภายหลังถึงความชอบด้วยกฎหมายของมติหรือคำสั่งใดๆ ที่ออกในระหว่างนี้ รวมทั้งเสี่ยงต่อความผิดทางอาญา

“นพ.สรณ พึงหยุดปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ตั้งแต่วันนัดประชุมในวันที่ 3 กันยายน 2569 เป็นต้นไป จนกว่าศาลปกครองกลางจะมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับคำขอทุเลาการบังคับเพื่อความรับผิดชอบต่อสาธารณะและรักษาเสถียรภาพขององค์กรกำกับดูแลระดับชาติ โดยให้กรรมการที่เหลือทยอยพิจารณาเรื่องที่ค้างพิจารณากว่า 170 วาระให้ลุล่วงไปด้วยดี ก่อนที่ประเทศชาติจะเสียหายมากกว่านี้เถอะครับ”นายวัส ระบุ


ด้าน ศ.ดร.ภูมินทร์ บุตรอินทร์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโทรคมนาคม กล่าวว่า กรณีที่ นพ.สรณ จะกลับมาปฎิบัติหน้าที่ ภายหลังศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งรับคำฟ้องนั้น หลายคนสงสัย นพ.สรณ ยังมีสถานะเป็นประธาน กสทช. อยู่หรือไม่ ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่าย เรื่องมีอยู่ว่า ก่อนหน้านี้คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีมติเป็นเอกฉันท์ 4 ต่อ 0 ว่า สรณขาดคุณสมบัติและพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ดำเนินการตามขั้นตอน โดยนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาถือเป็นที่สุดในชั้นดังกล่าว ต่อมา นพ.สรณได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนมติดังกล่าว แต่ศาลปกครองชั้นต้นไม่รับคำฟ้อง จึงได้อุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด

ล่าสุด ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และให้รับคำฟ้องไว้พิจารณา โดยให้เหตุผลสำคัญว่า เมื่อมติของคณะกรรมการสรรหามีผลผูกพันไปแล้ว และเป็นเหตุให้นพ.สรณต้องพ้นจากตำแหน่ง ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ นพ.สรณ จึงถือเป็นผู้เสียหายที่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้

“แปลอย่างง่ายที่สุดก็คือ ศาลปกครองสูงสุดไม่ได้วินิจฉัยให้ นพ.สรณ กลับเข้ามาทำหน้าที่ได้ แต่เพียงรับคดีไว้พิจารณา เพราะเห็นว่า นพ.สรณได้รับความเสียหายจากมติดังกล่าวแล้ว จึงมีสิทธิต่อสู้คดีในศาลปกครองต่อไป ดังนั้น ในทางปฏิบัติ ณ เวลานี้ จึงต้องเข้าใจว่า นพ.สรณ ยังไม่สามารถกลับไปปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ได้ และกรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่ยังสามารถดำเนินการตามหน้าที่ต่อไปได้ตามกฎหมาย จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นในภายหลัง”